gap 的个人资料นักประดิษฐ์อิสระ照片日志列表 工具 帮助

日志


10月18日

Brand's Gen Result

สวัสดีครับ!
อัพเดต blog อย่างรวดเร็ว หลังจากเพิ่งเข้าร่วมการประกวดรายการ Brand's Gen ไปเมื่อวานนี้ (วันที่ 17 ตค. 52) ที่ Central World 
โดยวันนี้ก็จะมารายงานผลการแข่งขันครับ Hot
ก็อย่างที่ได้เรียนไปใน blog ก่อนหน้าครับว่า เดิมทีรายการนี้ผมแทบจะไม่หวังรางวัลใดๆ เลยสักนิด
เนื่องจากเมื่อปิดโหวตแล้ว คะแนนโหวตจากเวปและ sms นั้น ของผมมาที่โหล่เลยครับ (0.02%) คือใน 20 ทีมได้น้อยที่สุด 
ซึ่งเมื่อลองดูเกณฑ์การตัดสินแล้ว ที่ให้คะแนน 100% มาจาก คณะกรรมการ 50% และคะแนนโหวต 50%
ผมจึงรู้ตัวตั้งแต่ต้นครับ ว่ามันยากเหลือเกินที่จะไปแข่งขันกับใคร เพราะโครงงานอื่นๆ ก็เรียกว่ายอดเยี่ยมกันทั้งนั้น
แต่ท้ายที่สุด ผลการตัดสิน กลับสร้างความประหลาดใจให้กับผมเป็นอย่างมากครับ เป็นดังนี้

Creative Arts
อันดับ 1 BG16 : Urban Green ผลิตภัณฑ์สร้างโลกเขียวแนวคิดใหม่
อันดับ 2 BG64 : Lively Textile สิ่งทอเส้นใยนำแสง
อันดับ 3 BG10 : Dino Tilt ผู้ช่วยอัจฉริยะบำบัดเด็กออทิสติก
 
Innovation Inventor
อันดับ 1 BG17 : แขนกลคนพิการ
อันดับ 2 BG65 : Interactive Glove ควบคุมระบบTouch Screen แบบไร้สัมผัส
อันดับ 3 BG87 : Lift & Walk เครื่องช่วยเดินแบบปรับยืน
 
นั่นก็คือ แขนกลคนพิการ ได้รับรางวัลชนะเลิศ Brand's Gen สาขาสิ่งประดิษฐ์ในปีนี้ครับ!!
 

 
 
ซึ่งผมก็ขอสารภาพตามตรงว่า ยังประหลาดใจอยู่ครับ เพราะมันผิดไปจากที่ผมคาดการณ์ไว้ตอนแรกเป็นอย่างมาก
แต่ในอีกความคิดนึง ก็รู้สึกเป็นเกียรติครับ ที่ท่านคณะกรรมการเห็นความสำคัญในโครงงาน รวมถึงยังให้กำลังใจในการพัฒนาต่อ
ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง และผมก็จะทำตามที่ได้ให้คำมั่นกับทุกท่านว่า จะยังคงเดินหน้าสร้างสรรผลงานเพื่อสังคมต่อไป
นอกจากนี้ ผมก็ดีใจ ที่ตัวผมเองอาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ให้กับผู้คิดจะละทิ้งจุดยืนของตนเอง 

"ว่าการที่คุณ ยังคงยืนหยัดทำอะไรตามความถูกต้อง โดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างเค้าจะใช้วิธีการแบบไหน
แต่ทำในสิ่งที่คุณเชื่อมั่นว่าดี และเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดกับสังคม เป็นค่านิยมที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง 
ท้ายที่สุดแล้วผลของการทำแบบนี้ คุณก็ไม่ได้เสียขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะมีความภาคภูมิใจอย่างที่สุดเมื่องานสำเร็จ" 
 
ซึ่งผมก็ตั้งใจไว้แล้วครับ ว่าจะนำเงินรางวัลที่ได้ ส่วนหนึ่งไปมอบให้มูลนิธิเพื่อคนพิการ และอีกส่วนก็จะเก็บไว้ทำโครงงานต่อไป 
โดยในอีก 5 เดือนที่ผมยังอยู่ไทยนี้ ก็คงจะทำได้อีกซัก 1 โครงงาน ก็จะพยายามทำให้สำเร็จและใช้ได้จริงครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ และช่วยโหวตให้ไม่มากก็น้อย
แล้วพบกันอีกครั้ง ใน Blog ครั้งหน้าครับ!Wink



related links:
รายการ Brand's Gen และผู้เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย http://www.brandsgen.com/
รายละเอียดของโครงงานแขนกลคนพิการใน Brand's Gen http://www.brandsgen.com/community/other_profile2.php?userid=BG017
เรื่องเล่าจากคนพิการ http://kittichaiblog.blogspot.com/2008/05/i-create-2008.html
 
 
10月10日

Strain gage อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด!

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่าน blog นักประดิษฐ์ทุกท่าน!
     ช่วงนี้ผมก็เริ่มอัพเดตบล็อคถี่ขึ้น เพราะว่ามีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เรียนจบมา
ซึ่งในช่วงบวกลบ 1 เดือนนี้ ก็คงจะเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับรายการแข่งขัน Brand's Gen 2 ซะส่วนใหญ่ครับ
(เข้าไปชมรายละเอียดการแข่งขันได้ที่นี่ครับ: http://www.brandsgen.com/ ของผม BG17 นะใส่แว่น)
จะว่าไป ช่วงนี้ผมก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว เพราะวันๆ ก็ใช้เวลาไปกับการปรับปรุงเจ้าแขนกลให้ดีขึ้น โดยตอนนี้ก็พัฒนาส่วนหัวไหล่และมือจับให้แข็งแรงขึ้น
และเมื่อวันพุธที่ 7 ตค.ที่ผ่านมา ผมก็ได้ไปซ้อมนำเสนอผลงานที่บริษัทเซเรบอส (บ.ที่จำหน่ายแบนด์ซุปไก่นั่นแหละ) เพื่อเตรียมนำเสนอรอบชิงนั่นเอง
     วันที่ไปซ้อม ก็ได้เจอกับพี่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน Brand's Gen ครั้งนี้ครับ ก็มีพูดคุยกันก่อนจะออกไปซ้อมนำเสนอ
พี่เค้าก็ได้หยิบยกประเด็นเรื่องการ "ปั่นโหวต" ขึ้นมาพูด บอกว่าน้องไม่ต้องกังวล ทางทีมงานของ Dtac มีมาตรการป้องกันการปั่นโหวตอยู่แล้ว
ซึ่งผมเองได้ยินแล้วก็ใจชื้นขึ้นหน่อย ว่าอย่างน้อยเรื่องการปั่นโหวตนี้ก็ไปเข้าหูทีมงาน (ไม่ว่าจะด้วยมาจาก blog ผมรึไม่ก็ตามที)
แต่จะว่าไป... คะแนนโหวตตอนนี้ผมอยู่ที่โหล่เลยครับ 555+ (มีอยู่ 0.03%)
ดังนั้นก็คงแค่ทำเต็มที่ครับ แต่คงจะไม่สนใจผลการแข่งขันหรอก เพราะตอนนี้ก็มีความสุขดีครับยิ้มแฉ่ง


เอาล่ะ บ่นเรื่อง Brand's Gen พอแล้ว เข้าเรื่องหัวข้อวันนี้ดีกว่าครับ
เรากำลังพูดถึง Load Cell ! ... อ่าว แล้วหัวข้อทำไมเป็น Strain gage ล่ะ? 
ความจริงแล้วมันก็เหมือนกันครับ เพียงแค่ load cell นั้นหยิบเอา strain gage มาใช้นั่นเองครับประหลาดใจ
พูดแล้วอาจจะไม่เห็นภาพ เปิดชั้นเรียนกันดีกว่าครับ (สำหรับท่านที่รู้แล้ว ข้ามไปเลยก็ได้ฮะ)
<--เจ้าหมอนี่คือ Strain gage แบบโลหะครับ ภายในจะเป็นลวดโลหะเส้นเล็กยาวๆ ขดกลับไปมา
<--ส่วนหมอนี่คือ Load cell (ภายในจะมี strain gage และวงจรอยู่)
วงจรที่ใช้ก็คือวงจร Bridge ครับ แล้วเอาแรงดันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเนื่องจากแรงกด/ยืดที่เปลี่ยนไปมาเข้าวงจรขยายด้วย op-amp ครับ
 
 
 เอารูปมาจากที่นี่ครับ http://66.221.71.68/pics/hast3-1.gif
หลักการทำงานของ Strain gage ก็มาจากสมการความต้านทานพื้นฐานครับ

คือเมื่อเส้นโลหะโดนแรงกดหรือยืดออก พื้นที่หน้าตัด(A) ก็จะเล็กลง และความยาว(l) ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้านทานเพิ่มขึ้น
อีกกรณีคือเมื่อมันโดนอัดเข้ามา ความยาวลดลง ก็จะทำให้ความต้านทานลดลงครับ เป็นไปตามสมการด้านบน
เอารูปมาจากที่นี่ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Strain_gauge

เอาล่ะ จบชั้นเรียน!
มาดูในชีวิตจริงดีกว่า ว่าถ้าเราไม่ยอมควักเงินซื้อตัวละหลายร้อยถึงพันกว่าบาท เราจะหาซื้อ Load Cell หรือ Strain gage ได้ยังไง
   หลังจากที่ผมเกิดความคิดว่า อยากให้เจ้าแขนกลคนพิการนั้น สามารถตรวจวัดแรงกดที่มือได้ เพื่อที่ว่าจะได้สามารถหยิบจับวัตถุด้วยแรงที่ต่างกันได้
ผมก็ทำการค้นหาข้อมูลใน internet ครับ ว่าที่ไหนมีขายบ้าง.... ปรากฎว่า หาไม่ได้เลยครับ
เนื่องจากเวปที่เข้าไปดูส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวประกาศขายมือสองบ้าง รึขายตัวละเป็นพันบ้าง ซึ่งในใจผมอยากได้ซักตัวละ 100 บาท
ดังนั้นวันรุ่งขึ้นผมก็เลยไปเดินดูที่บ้านหม้อพลาซ่าครับ พร้อมกับถามเกือบทุกร้านที่เดินผ่านว่า "มี strain gage ไหมครับ"
... ปรากฎว่า มีขายแค่ร้านเดียวครับ ที่บ้านหม้อพลาซ่าชั้นสอง แต่ตัวละ 1200 บาท เลยไม่ได้ซื้ออีกตามเคย - -"
ในเมื่อหาซื้อไม่ได้ ก็เลยต้องคิดวิธีใหม่ครับ คือลองหาของมาดัดแปลงดีกว่าแลบลิ้น
จึงนึกถึงเครื่องชั่งน้ำหนักไฟฟ้าครับ ว่ามันต้องมีเซนเซอร์อะไรซักอย่างแน่ๆ ถึงสามารถตรวจวัดน้ำหนักตัวเราได้
ดังนั้นขากลับจากบ้านหม้อ เลยแวะห้างขายปลีกตัวย่อ L. เผื่อว่าจะมีเจ้าตาชั่งนน.ราคาถูกขายครับ
... เข้าประตูไปถามพนักงานทันที แล้วก็เดินไปยังมุมที่ขายเครื่องชั่งน้ำหนักครับ พอถึงแล้วก็สอดส่องดูราคานิดหน่อย ผมก็ตกใจมาก!
299 บาท....... ถูกจริงๆ !!!!!
อันนี้คือไม่ได้โปรโมตห้างนะครับ แต่แค่ตกใจ เพราะตอนแรกนึกว่าจะเครื่องละเกือบพัน 55+
ซึ่งความจริงแล้ว มันก็มีทั้งแบบถูกและแบบแพงน่ะครับ แต่ในเมื่อจะซื้อมาชำแหละแล้ว ก็ซื้อแบบถูกดีกว่าใส่แว่น

กลับบ้านมาก็บ้าเห่อครับ จัดการเลยดีกว่า!!!!
รูปแรก กล่องใหม่เอี่ยมครับ.. แต่ดูจาก packaging design ที่ดูเหมือนพิมพ์จาก MS Word แล้ว ก็คงสมราคา
 
แกะออกมาดูครับ.. สภาพก็ดูดีนิ  
 
 
ว่าแล้วก็ลองขึ้นไปยืนเล่นดูซะเลย.. หวาย ผมเริ่มอ้วนแล้วนะเนี่ยยย (เพิ่งทาน MK กลับมาน่ะ)
 
จากนั้นจับมาหงายหลังบนโต๊ะครับ สังเกตเห็นปุ่มดำๆ 4 ปุ่มที่เป็นตัวกดกับพื้น
 
มันน่าสงสัยจริงๆ ว่ามีอะไรอยู่ในนี้แลบลิ้น
 
เลยหยิบเอาไขควง 4 แฉกออกมา แล้วไข bolt ออกให้หมด ดูซิว่าข้างในมีอะไร
 
อืมมมส์ เจ้าหมอนี่สินะ ที่เป็นเซนเซอร์วัดแรงกดของเครื่อง.. หรือเรียกว่า load cell นั่นเองครับ
 
แกะออกมาจากพลาสติก พบว่ามี 3 สายครับ คือขาว ดำ แดง .. ก็เลยงงว่า ทำไม strain gage ถึงมี 3 สายหว่า
 
เลยต้องเอามิเตอร์ลองวัดขั้วดูให้รู้ชัด จึงร้องอ๋อว่า มันมี 2 ตัวต่อคู่กันอยู่ครับ ดังรูปข้างล่างนี้ 

สรุปคือ ในเครื่องชั่งน้ำหนักไฟฟ้าราคา 299 บาท มี load cell ให้ผมใช้ได้ถึง 4 ตัว
นั่นก็คือ load cell แต่ละตัวราคา 75 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าถูกมากจึงเหมาะกับคนที่อยากทำโครงงานที่ต้องใช้ load cell
ทว่าในกรณีของผมนั้น หลังจากที่ต่อ load cell ตัวนี้เข้าวงจรขยาย พบว่ามี noise รบกวนเยอะมากครับ เศร้า
เนื่องจากแรงที่ผมสนใจนั้นเป็นระดับ"กรัม"ครับ ไม่ใช่ "กิโล"..
ดังนั้นผมก็อาจจะต้องไปใช้ strain gage ที่มี gage factor ดีกว่านี้ คือคงต้องเป็นพวกชนิดเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ไม่ใช่ชนิดโลหะ
จึงมีความจำเป็นครับ ที่หากท่านใดสนใจจะใช้ load cell จากเครื่องชั่งน้ำหนัก คงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกับผม
แต่ก็เอาเถอะ.. ผมก็จะเก็บเจ้าตัวนี้ เอาไว้ใช้ในโครงงานต่อไปครับ ที่อาจต้องวัดน้ำหนักเป็นระดับกิโล 555+ 
 
ขอบคุณที่ติดตาม และขอให้สนุกกะการใช้ Strain gage ครับ!ขยิบตา
9月20日

+DIY มือถือส่ง sms+

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน!
ผมก็ห่างหายไปนานฮะ สำหรับการนำเสนอผลงานใน blog นักประดิษฐ์แห่งนี้ครับ อิๆ ใส่แว่น
เนื่องด้วยก็เพราะว่า ช่วงนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น+เตรียมตัวศึกษาต่อป.โท ทำให้พักความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิ่งประดิษฐ์ไปครู่หนึ่ง
แต่อย่างที่หลายท่านทราบ ว่าระหว่างทำกิจกรรมหลักเหล่านี้ ผมก็ได้สมัครลงแข่งขันการประกวดรายการ Brand's Generation 2
ซึ่งก็จัดแจงเอาเจ้าแขนกลพิการส่งเข้าประกวด ผลปรากฎว่าตอนนี้ก็เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้ายแล้ว และการนำเสนอรอบชิงจะจัดขึ้นในวันที่ 17 ตค. 52 นี้ฮะ
ทว่า.. กติการการตัดสินรอบชิงชนะเลิศนี้ แปลกอยู่อย่างหนึ่งครับ
คือคะแนน 100% นั้น มาจากผลโหวตจากทางบ้านถึง 50%! แล้วผลการตัดสินจากคณะกรรมการอีก 50%
ทำให้ปีที่แล้วมีข่าวลือมาว่า บางผลงานที่ได้รางวัลนั้น ได้คะแนนจากกรรมการไม่เยอะ แต่เผอิญผลโหวตดี คะแนนรวมเลยเยอะตาม - -"
 
ความจริงแล้ว.. นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผมสนใจหรอกครับ
เพราะโดยส่วนตัวผมเอง ก็ลงแข่งรายการนี้ เพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่า ไม่ได้คิดจะขวนขวายหาวิธีทำให้ตัวเองชนะเลิศ
แต่ด้วยความสงสัยว่า คะแนนโหวตที่มันเฟ้อแบบนี้ มันน่าจะเกิดจาก"อะไร"ซักอย่าง 
คือเท่าที่ทราบ มีคนโหวตให้โครงงานของผมกว่า 200 คน แต่เมื่อคิดเป็น % แล้วกลับได้แค่ 0.02%
นั่นแสดงว่า ณ ขณะนี้ จำนวนผลรวมโหวตทั้งหมด (N) ต้องมีมากกว่า 1 ล้านครั้งโหวต .. ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรจังหวัดหนึ่งๆ เลยทีเดียว
เมื่อวานซืน ผมก็เลยใช้เวลาขณะนั่งรอรถเมล์ ลองคิดดูว่า ไอ้ระบบการโหวตในครั้งนี้ มันสามารถ"โกง"ได้ด้วยวิธีใดบ้าง
จากการศึกษา พบว่าระบบการโหวตทำได้ 2 ช่องทางครับ
1.ลงทะเบียนโหวตบนเวปไซต์ ทำได้ชั่วโมงละ 1 ครั้ง/1 user
ผมเลยลองสมัคร User ปลอมขึ้นมา 1 อัน เพื่อดูว่าระบบการโหวตนั้นมีขั้นตอนยังไงบ้าง
ก็พบว่า มีการใช้ภาพตัวเลขรหัส(ล่างสุด) เพื่อป้องกันคนเปิดโปรแกรม bot นั่นเอง
ซึ่งหากต้องการจะใช้ช่องทางนี้ปั้มโหวตด้วย bot ก็อาจต้องมีทักษะการ image processing หน่อย ซึ่งผมเองก็ทำไม่เป็น


2.โหวตผ่าน sms Dtac ทำได้ไม่จำกัดจำนวนต่อชม. แถมโหวตฟรีด้วย
ช่องทางนี้น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับช่องทางแรก เพราะโหวตฟรีแถมไม่จำกัดจำนวน
ซึ่งหากเปิด bot ในกรณีวิธีที่ 1 ..ก็อาจต้องใช้หลาย user เพื่อปั้มโหวต ทำให้เกิดความชักช้าอยู่ดี

ในการส่ง sms นั้น ปรกติแล้วเราสามารถทำได้หลายทาง ที่นิยมมากสุดก็คือส่งด้วยตัวเอง
ทว่าการส่ง sms ด้วยตัวเองนั้น มีข้อเสียว่า ผู้ส่งต้องเสียเวลาครับ เช่นว่าถ้า 1 ชม.ต้องการโหวตให้ตัวเอง 100 ครั้ง ก็เหนื่อยแน่นอน
ซึ่งหลังจากเมื่อวานได้คุยกับธีรภาพ ก็ได้ข้อมูลเพิ่มว่า การส่ง sms อาจทำได้ทาง website ที่ให้สมัครสมาชิก แล้วตัดเงินทีหลัง
(ทำให้บางที การเขียน bot ในคอมพิวเตอร์แล้วเปิดให้โหวตผ่านช่องทาง website นี้ ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน)
นอกจากนี้ การเขียนโปรแกรมลงมือถือ ให้ส่ง sms อัตโนมัติ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีคนทำกันแพร่หลาย และเป็นไปได้มากที่สุด
แต่สิ่งที่ผมจะมานำเสนอในวันนี้ เป็นวิธีที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้ความรู้ด้านการเขียน bot หรือเขียนโปรแกรมบนมือถือเลยครับ! ใส่แว่น

ทำความเข้าใจก่อนชมครับ:
เป้าหมายของอุปกรณ์ชิ้นนี้ ไม่ใช่เพื่อต้องการโกงการแข่งขัน หรือปั้มโหวตให้ตัวเอง
แต่ผมต้องการแสดงให้ทางผู้จัดเห็นช่องโหว่ของการตัดสินด้วยโหวต ทำให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น
และทำให้ผลการแข่งขัน ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างสะอาดใจว่า คนที่ได้รางวัลคือคนที่ดีที่สุด
ที่สำคัญ.. ผมมีจุดยืนที่จะไม่โหวตให้ตัวเองครับ
เอาล่ะ ทุกท่านคงเข้าใจเจตนาของผมแล้วนะครับ ว่าทำไมถึงลองสร้างเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา
งั้นก็มาเริ่มกันเลยดีกว่าฮะ ใส่แว่น

หลังจากผมใช้ความคิด ก็ได้ไอเดียว่า ขั้นตอนการส่ง sms นั้น เป็นอะไรที่ทำซ้ำๆ ซากๆ
ทุกคนคงจำได้ว่า ช่วงเวลาปีใหม่ หรือวันคริสมาสต์ สมัยก่อน เวลาส่ง sms ให้เพื่อนๆ ทีนึงก็ต้องนั่งกดปุ่มเดิมๆ ซ้ำไปมานั่นแหละครับ  
ตัวอย่างเช่น การส่งข้อความว่า"Merry Christmas" ออกไป ก็มีขั้นตอนคือ 
1.กดปุ่ม ok 2 ที
2.พิมพ์เบอร์
3.กดปุ่มok 1 ที
4.รอการส่ง 4 วินาที  
5.กลับมาหน้าจอเดิม (ถ้าอยากส่งอีก ก็ไปที่ข้อ 1 ใหม่)
ดังนั้น ถ้ามันเป็นขั้นตอนซ้ำๆ แบบนี้ เราก็เอาไมโครคอนโทรลเลอร์หรือคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมซะก็สิ้นเรื่องครับ
เมื่อกลับมาบ้าน ผมก็เริ่มหาอุปกรณ์เตรียมไว้ โดยที่ผู้เล่นตัวสำคัญคือโทรศัพท์ Nokia 6610 เครื่องเก่าของผม และไมโครเบอร์ P89V51RD2 เพื่อนซี้
ทว่ามือถือรุ่นนั้นถ้าไม่มีซิมก็จะใช้งานไม่ได้ เลยยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอวันรุ่นขึ้น
หลังจากนั้นเช้าวันเสาร์ผมก็ปั่นจักรยานไปซื้อซิม Dtac ที่ร้านแถวบ้าน กลับมาก็ลองใส่แล้วกดดูขั้นตอนการส่ง sms ก้พบว่าเป็นดังข้างต้นครับ

เล่นไปพอคุ้นเคยแล้วผมก็จดขั้นตอนไว้ จากนั้นเปิดฝาหน้าออกมาจะเห็นลานแป้นปุ่มกดสีขาวดังรูปด้านล่าง
สังเกตว่าที่ตำแหน่งปุ่มกดนั้นจะเห็นปุ่มนูนๆ ครับ ซึ่งผมก็เอา ArtKnife กรีดแผ่นพลาสติกหุ้มสีขาวออกมา
พบว่าไอ้ที่นูนๆ ความจริงแล้วก็คือแผ่นโลหะตัวนำขนาดเล็ก มีทรงคล้ายกระทะที่ลูกศรน้ำเงินชี้ครับ (เมื่อกดมันก็จะแบน ลัดวงจรครับ)
ส่วนใต้แผ่นโลหะนี้ก็จะเป็นลายทองแดงวงนอกกับวงในครับ(ที่ลูกศรแดงชี้)
เวลาเรากดแผ่นโลหะทรงกระทะนี้ให้แบน มันก็จะเชื่อมวงนอกและในเข้ากัน ก็คือเป็นการกดสวิตซ์นั่นเอง

รูปด้านบนขวา ผมก็กรีดปุ่มอื่นๆ ออกด้วย ในรูปข้างต้นนี้มีปุ่ม ok 1 6 7 และ # ที่ถูกเปิดออก
จากนั้นก็ทดลองเชื่อมสายไฟด้วยตะกั่วปรกติที่ปุ่ม # แล้วลองเอาขั้วสายไฟแตะกันดู ก็พบว่าการทำงานเหมือนการกดปุ่มเลยครับ
 
สังเกตว่า ผมจะไม่ได้เชื่อมทุกปุ่มครับ เพราะขั้นตอนการส่ง sms นั้นความจริงแล้วใช้แค่ไม่กี่ปุ่ม
โดยปุ่มหลักๆ คือปุ่ม OK (บนซ้ายสุดของโทรศัพท์) และทีเหลือก็คือตำแหน่งเบอร์โทรที่จะโทรออกฮะ (ในกรณีนี้มีแค่ 1,6,7 ครับ เพราะใช้โหวต)
ถัดมารูปล่าง ผมก็ต่อวงจรไมโครคอนโทรเลอร์ ให้สั่งงานเป็นขั้นตอน โดยใช้ Transistor เบอร์ 2N3904 เป็นตัวเปิดปิดสวิตซ์แทนการกดปุ่มครับ 
 
หลังจากนั้นก็ทดลองใช้งานครับ สังเกตเห็นว่าที่ขา Base Transistor กับตัว R Pullup ผมต่อไดโอด 1N4001 อนุกรมด้วย
สาเหตุก็เพื่อป้องกันการลัดวงจรสวิตซ์มือถือนั่นเองครับ
ความจริงแล้ว ภายหลังผมได้เพิ่มปุ่ม cancel เข้าไปอีกครับ เนื่องจากโทรศัพท์รุ่นนี้หน่วยความจำมันน้อย
ทำให้เวลาส่งไปเยอะๆ เมื่อมี sms อัตโนมัติตอบกลับมา มันจะทำให้ inbox เต็มครับ
ดังนั้นทางแก้คือ ทุกๆ 6 sms ที่ผมส่งออกไป ผมจะสั่งให้กด cancel ออกมาที่หน้าจอหลักแล้วเข้าไปลบ sms ตอบกลับ ใน inbox ให้หมด
จากนั้นค่อยกลับไปส่ง sms ต่อเหมือนเดิมครับ.. 
 

ลองดู Video การทำงานได้ที่นี่ครับ ประหลาดใจ
http://www.youtube.com/watch?v=fbb0ybrRBR0
จากการทดลอง ผมจับเวลาดูพบว่า 1 ชั่วโมงสามารถส่งได้ถึง 100 Votes เลยครับ
(ซึ่งถ้าใช้โทรศัพท์ใหม่หน่อย ไม่ต้องเสียเวลาลบ inbox ก็จะสามารถส่งได้มากกว่า 300 sms/hr)

ที่สำคัญ มันสร้างได้ง่ายมาก!! ผมใช้เวลาเพียงครึ่งวัน ตั้งแต่ช่วงสายยันช่วงบ่ายของวันเสาร์ก็สามารถสร้างอุปกรณ์ปั้มโหวตให้ตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ
ดังนั้นลองนึกภาพว่า ผมทำเครื่องนี้ซัก 3 เครื่อง ปล่อยทิ้งไว้วันละ 10 ชม.ซัก ครึ่งเดือน.. ก็สามารถสร้างคะแนนโหวตเก๊ให้กับตัวเองได้มากโขเลยครับ

ดังนั้นผมขอเสนอทางผู้จัดการประกวด ดังนี้ครับ
1.หากให้มีการโหวตด้วย sms ควรให้เสียเงินค่าโหวตแบบแข่ง AF แล้วเอาเงินเข้าการกุศลดีกว่าครับ
2.ควรมีมาตรการตรวจสอบคนโหวตมากขึ้น ว่าไม่ควรเป็นผู้เข้าแข่งขันที่ปั้มโหวตให้ตัวเอง เพราะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับสังคม

เนื่องจากผลการโหวตนั้นแสดงเป็น % อยู่แล้ว ทางผู้จัดจึงไม่น่าจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์ตัวเลขผู้เข้าชมเลย
และหากต้องนำตัวเลขนี้ไปแสดงเพื่อของบประมาณ ผมก็เชื่อว่าตัวเลขที่ท่านมีตอนนี้มันชัดเจนมากว่า ส่วนใหญ่มาจากการปั่นโหวต

บทสรุป
1.นอกเหนือจากการได้รู้ว่า การสร้างอุปกรณ์ปั่นโหวตทำได้ง่ายกว่าที่คิด ผมก็เกิดไอเดียมากมายจากการประยุกต์ใช้โทรศัพท์มือถือให้เกิดประโยชน์ครับ
เพราะมีโปรเจคอีกมาก ที่ต้องการการสั่งงานระยะไกล อาทิเช่นแค่รหัส 0/1 ที่ได้จากการโทรเข้า ก็เอาไปทำอะไรได้มากแล้ว
อาทิเช่น ก่อนกลับบ้านผมก็โทรเข้าเบอร์หนึ่งๆ ซึ่งเป็นจะทำการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ต้มน้ำ หรือเปิดประตูให้ห้องและบ้านของผม
และนอกจากนี้ บางทีผมยังอาจให้โทรศัพท์อีกเครื่องของผม ส่ง sms ไปหาใคร โทรหาใครก็ได้

2.สำหรับโครงงานโทรศัพท์ปั้มโหวตนี้ ผมได้แกะวงจรทิ้งไปแล้วครับ
อย่างที่ประกาศจุดยืนข้างต้น ว่าผมมีจุดยืนที่จะไม่โหวตให้ตัวเอง เพราะไม่ต้องการคะแนนโหวตที่ไม่ได้คุณภาพ
ดังนั้นก็คงจะติดต่อไปทางผู้จัด ขอให้ลบคะแนนโหวตที่ผมได้มาจากเบอร์ 085XX เมื่อวันเสาร์ที่ 19 กย. ออกไป เพราะนั่นผมโหวตให้ตัวเอง
และหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะเอาไอเดียการสั่งงานโทรศัพท์ด้วยวิธีนี้ไปใช้ประโยชน์ในทางบวกครับใส่แว่น

ขอบคุณที่ติดตาม และอย่าลืมโหวตให้ BG17 แขนกลคนพิการนะครับ!!!! 555+
8月10日

+BrandsGen โหวตๆๆ+

สวัสดีคร้าบ ผู้อ่าน blog นักประดิษฐ์ทุกท่าน!
ก็ไม่ได้อัพบล็อกมาซัก 1 เดือนเศษได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกะการเรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์สเร่งรัดครับ เพื่อเตรียมสอบระดับ 3 ปลายปีนี้
ระหว่างเรียนภาษา ผมก็ได้ทำการค้นหา lab ต่างๆ ของหลายมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เพื่อจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทครับ
และก็ได้ไปพบกับ lab ที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับ biomimetic sensors and micro robotics และ MEMS
ต่างจากเดิมที่ผมมักจะติดภาพการทำวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ตัวใหญ่ กัดบอร์ด วาด CATIA ฯลฯ โดยอาศัยสกิลดั้งเดิมจากปริญญาตรี
แต่หากเข้าไปศึกษาเรื่องนี้... ผมจะต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ เน้นความเป็น micro มากขึ้น ใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่ทันสมัยและแม่นยำมากขึ้น
ซึ่งศาสตร์เหล่านี้ผมรู้สึกได้ทันทีว่า ในอนาคตจะเข้ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออุปกรณ์รายรอบตัวพวกเรา
ทำให้ผมไม่รอช้า ส่งอีเมลติดต่อไปยังอาจารย์ที่ห้องแล็ปนี้ทันที ว่ามีความสนใจเป็นอย่างมากที่จะเข้าร่วมทำงานวิจัยด้วย
ผลก็ปรากฎว่า อาจารย์ก็ได้ตอบรับ และยินดีให้ผมเข้าไปเป็นนักเรียนวิจัย(Research Student) ก่อน 1 ปี
และระหว่างที่เป็นนักเรียนวิจัยนี้ก็จะทำการสอบเอนทรานซ์เข้าป.โทในปลายเดือนสิงหาคมปี 2010 เพื่อจะเข้าเรียนป.โทในปี 2011
ก็เป็นอันว่า.. ชีวิตผมที่โดนหักเห เปลี่ยนจากอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ มากลายเป็นญี่ปุ่นไปนี้ ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตผมเลยทีเดียวครับ
สำหรับท่านที่สนใจงานวิจัยของ lab ที่ผมจะไปเข้าร่วม สามารถติดตามได้ที่นี่ครับ :
http://www.leopard.t.u-tokyo.ac.jp/
 
เอาล่ะครับ มาต่อด้วยเรื่องสำคัญ 5555+
ด้วยความที่เทอมนี้ผมอยู่ว่างๆ .. เลยเกิดความไฮเปอร์อยากหาอะไรทำให้ตัวเองไม่อยู่เฉยๆ นอกจากเรียนภาษาญี่ปุ่น
ผมก็เลยนึกถึงการใช้ประโยชน์เจ้าโครงงานแขนกลคนพิการ ที่ได้ทำเป็น senior project นั่นแหละครับ
ดังนั้นผมจึงจัดหารายการแข่งประกวดนวัตกรรม เพื่อเป็นการระดมทุนในการทำโปรเจคต่อไป และพัฒนาโครงงานแขนกลต่อให้สามารถใช้ได้จริงๆ จังๆ

ซึ่งท้ายที่สุด ก็ไปเจอโครงการ Brand's Generation2 ซึ่งมาจัดช่วงนี้พอดี และน่าจะตรงกับเป้าหมายที่ผมสนใจ
ทว่าโครงการแบรนด์เจนนี้ พูดตามตรงก็เหมือนว่าเค้าต้องการ PR บริษัทอ่ะแหละ ให้เด็กมหาวิทยาลัยและคนทั่วไปได้ติดตาติดหูกับแบรนด์ Brand มากขึ้น
การประกวดก็เลยดันมีคะแนนจาก "การโหวต" เข้ามาเกี่ยวข้องครับ นอกเหนือจากการให้คะแนนจากคณะกรรมการ
โดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบการตัดสินอะไรด้วยการใช้อะไรแบบนี้ครับ เพราะมันก็มีการเล่นไม่แฟร์เท่าไหร่ อย่างที่ทุกท่านทราบกัน
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ผมก็คงมีจุดยืนเหมือนเดิม ว่าจะเล่นอย่างตรงไปตรงมา เหอๆ ยิ้มแฉ่ง
ผมคงจะไม่บังคับให้ทุกคนที่เข้ามาชม blog นี้ต้องไปโหวต (คงบังคับไม่ได้อยู่แล้วเนอะ) หรือโหวตเพราะเป็นรู้จักกับผม

ก็เอาเป็นว่า ถ้าท่านผู้อ่าน Blog ดูแล้ว เจ้า"แขนกลคนพิการ" ถูกใจพวกท่าน ก็ขอให้ช่วยโหวตให้ผมด้วยครับ ใส่แว่น 
โดยเข้าไปโหวตและดูรายละเอียดได้ที่นี่ฮะ รหัส BG17 ครับ : http://www.brandsgen.com/inno_detail.php?bgcode=BG017

อันนี้เป็นคลิปวีดีโอความสามารถของแขนกลฮะ :  http://www.youtube.com/watch?v=3t97XXH05Fo


อ้อ นอกจากนี้ก็ขออัพเดตสถานภาพตัวเองอีกหน่อยครับ อิๆ ... เนื่องจากชีวิตว่างเกินไป จนผมรู้สึกได้ว่า ทักษะการทำงานผมเริ่มตกลงแล้ว
ตอนนี้ผมก็เลยไปยื่นใบสมัครเข้าเรียนป.โทเทอมสองครับ ที่ภาคไฟฟ้า จุฬาฯ เจ้าเก่า โดยตั้งใจว่าจะเรียน 1 เทอมปูพื้นวิชาการให้แน่นก่อนไปญี่ปุ่น
นอกจากนี้ผมก็ได้พูดคุยกับท่านอ.มานะ ศรียุทธศักดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษา senior project ผม ว่าจะขอเข้าไปทำงาน RA (research assistant)
โดยโปรเจคที่อ.มานะตั้งใจจะให้ผมทำ ก็คือ "รถเข็นไฟฟ้าคนพิการ" ครับ ใส่แว่น
ทีนี้หลายท่านได้ยินชื่อโปรเจคนี้ ก็คงร้องยี้ ว่าเอาอีกแล้วเหรอ 55 เพราะมันเป็นโปรเจคที่เกร่อและทำกันอย่างแพร่หลาย
แต่ก็ต้องเรียนให้ทราบฮะ.. ว่าแม้ว่ามันจะเกร่อก็จริง แต่โปรเจคที่ทำแล้วเอาไปให้ผู้ป่วยใช้จริงๆ มันมีน้อยมากครับ!
ดังนั้นอันที่ผมจะทำก่อนไปญี่ปุ่นนี้ ก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ทำเสร็จแล้วมันจะต้องไม่ค้างที่อยู่ lab..แต่จะต้องไปอยู่ใต้ก้นผู้ป่วย ให้เขาขับไปไหนมาไหนในบ้านได้
และโดยส่วนตัวผมเอง ก็คงจะหาความท้าทายใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าแค่โยกจอยสติกให้รถวิ่งไปมาอย่างเดียว
โดยอาจจะเอาเจ้าแขนกลคนพิการข้างบนนี้ ไปติดเพิ่ม เพื่อหยิบจับของ รึทำกายภาพบำบัด
นอกจากนี้ อ.มานะก็ยังให้โจทย์เพิ่มด้วยว่า.. จะทำอย่างไร ให้ขึ้นลงบันไดได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่ต้องมีผู้ช่วย
ก็เอาเป็นว่า นับจากเดือนตุลาไปจนถึงต้นมีนาคมปีหน้า.. ผมก็จะขอเปิดโปรเจคใหม่ใน blog นี้ โดยจะมารายงานผลเป็นระยะๆ ครับ!

ขอบคุณที่ติดตาม! (และขอบคุณที่โหวตให้ครับ อิๆแลบลิ้น)
6月28日

+เรื่องดี๊ดีแห่งปี 2009+

สวัสดีครับบบ!
พบกันอีกแล้วนะครับ สำหรับ blog นักประดิษฐ์นี้ (แม้ว่าหลังๆ จะเริ่มไม่มีสิ่งประดิษฐ์มาโชว์แล้ว ฮ่าๆ)
วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก สาเหตุที่อัพก็เพราะต้องการเล่าเรื่องราวของชีวิตผมในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งผมรู้สึกว่า เป็นช่วงที่ยอดเยี่ยมมากสมควรแก่การเล่าต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับท่านผู้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย
และหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว จะส่งผลอย่างยิ่งต่ออนาคตของผมในอีก 3-4 ปีข้างหน้านี้
เรื่องที่จะคุยวันนี้มี 2 เรื่องครับ คือ 1.ทุน panasonic กับ 2.การสอบ IELTS
เอาล่ะ เริ่มที่เรื่องแรกก่อน...

1.อย่างที่ทุกท่านทราบว่า หลังจากผมผิดหวังจากการสมัครเข้าเรียนป.โทที่มหาวิทยาลัยในอเมริกา (MIT Berkeley UCLA)
แผนเดิมทีเคยวาดไว้สวยหรูของผม ก็มีอันต้องพังทลายลงไป และบังเกิดเป็นความเครียดสะสมอยู่หลายเดือนเลยทีเดียว
มันเป็นความเครียดที่เกิดจากความตั้งมั่นของผม ว่าจะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศเท่านั้น ทำให้ไม่สมัครงาน และไม่สมัครต่อโทที่จุฬาฯ
ดังนั้นพอมหาวิทยาลัยที่สมัครไปปฏิเสธผมหมด ก็ทำให้ผมตกอยู่ในความเคว้งคว้าง อนาคตมืดมัวไปทันที
ข้อเสนอแนะ-> การสมัครเรียนต่อควรสมัครมหาวิทยาลัยให้หลากหลาย มิใช่สมัครแต่ยูเทพๆ อย่างผม แล้วก็ผิดหวัง
หลังจากผมรู้ผลการคัดเลือกมหาวิทยาลัยสุดท้ายว่าโดนปฏิเสธ ผมใช้เวลาทำใจ 1 อาทิตย์
และหลังจาก 1 อาทิตย์ ผมก็ยกเครื่องการวางแผนใหม่ พับความคิดจะไปเรียนต่ออเมริกาทิ้งไป แล้วมองที่ทวีปอื่นๆ แทน
ที่ผมเลือกมาก็คือ NUS(สิงคโปร์) Imperial College(อังกฤษ) และทุนการศึกษาไปเรียนต่อญี่ปุ่น ทุน panasonic
..ใช้กำลังภายในเล็กน้อย ผมก็ได้การตอบรับให้เข้าเรียนจาก NUS ในต้นเดือนพ.ค. ซึ่งผมก็อุ่นใจละ ว่าปีนี้มีที่เรียนแน่ๆ
..Imperial College ประกาศบนเวปว่า คอร์สที่ผมสมัครนั้นเต็มเสียแล้ว ทำให้ตัวเลือกนี้ปิ๋วไปโดยปริยาย
..สุดท้าย ทุน panasonic ไปเรียนต่อโทประเทศญี่ปุ่น 3 ปี (เรียนภาษา 1 ปี เรียนโท 2 ปี) ผมก็ต้องไปเข้ารับการคัดเลือก
รอบแรกคือรอบใบสมัครครับ มีให้เขียน study plan ที่จะไปเรียนต่อ ส่งภายในวันที่ 7 เม.ย. ผมก็ส่งไป
กลางๆ เม.ย. ก็ประกาศผลใบสมัคร ปรากฎว่ามีผู้ได้รับการคัดเลือก 15 คน(รวมผมด้วย) ให้เข้าสัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนเม.ย.นั่นเอง
การคัดเลือกของทุน panasonic นี้ มีด้วยกัน 4 ขั้นตอนครับ
1.ใบสมัคร 2.สัมภาษณ์รอบแรก(กรรมการคนไทย) 3.เข้าค่าย(วัดไอคิว+กิจกรรมกลุ่ม) 4.สัมภาษณ์รอบสุดท้าย(กรรมการคนญี่ปุ่น)
ก็กลายเป็นปัญหาของผมแล้วครับ เพราะอย่างที่ทราบว่าสไตล์การเรียนของประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นมันต่างกันลิบลับ
เช่นที่อเมริกา จะเน้นเรียน course work แต่ญี่ปุ่นจะเน้นด้าน research และสภาพแวดล้อมการทำงานก็ต่างกัน
ทำให้ผมต้อง "ปรับทัศนคติตัวเอง" ใหม่หมด โดยการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ทำไมถึงดีกว่าอเมริกาเป็นต้น
ซึ่งหลังจากที่ผมได้พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่จบหรือจะไปเรียนญี่ปุ่น.. ทัศนคติผมก็เปลี่ยนไปครับ
ข้อเสนอแนะ-> ใครที่อยากเรียนต่อนอก ช่วงต้นเทอม 1 ของปี 4 ควรหาข้อมูลการศึกษาในประเทศต่างๆ ได้แล้ว
การสัมภาษณ์รอบแรกนี้ ผมก็สามารถผ่านเข้าไปได้อย่างกดดัน เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก
ต่อไปก็จะไปเข้าค่ายครับ มีผู้หลงเหลือเข้ามา 8 คนในรอบนี้
ค่ายปีนี้มีแค่วันเดียวครับ จัดที่ตึกพานาตรงชิดลม ช่วงเช้าจะมีแบบทดสอบวัดไอคิว 4 ชุด และตอนบ่ายก็ทำกิจกรรมกลุ่ม เน้นทีมเวิร์ค
การเข้าค่ายรอบนี้ ผมก็ทำเต็มที่ครับ และก็ไม่ได้รู้สึกว่าไป fake อะไรแบบที่เจอคนในค่ายสมัครงานบริษัท T ทำ
ซึ่งผลปรากฎว่า หลังจากเข้าค่าย ก็เหลือผู้สมัครอยู่ 5 คนครับ (รวมผมด้วย) .. ต่อไปก็เหลือแค่ตรวจร่างกาย และสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกลางมิ.ย.
การเตรียมตัวสัมภาษณ์รอบสุดท้าย เนื่องจากผมได้ไปลงคอร์ส micro MBA ของคณะบัญชีมา เค้าก็สอนเรื่อง marketing plan
และหนึ่งในวิชาที่สอนในคอร์สนี้ก็คือ เรื่องของการวาง Positioning ของสินค้า Segmentation ลูกค้าและ Strategy ของการนำเสนอ 
ซึ่งผมก็นำมาประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

การนำหลักทางการตลาด มาประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ทุน (คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งาน/ทุน ฯลฯ)
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่า Positioning ครับ
Positioning คือข้อความที่บ่งบอกว่า เราต้องการให้ลูกค้าระลึกถึงแบรนด์เราในแง่มุมใดมากที่สุด
เช่น รถวอลโว่ = ความปลอดภัย, รถบีเอ็ม=หนุ่มโสดโลดแล่น, รถเบนซ์=หรูหราระดับกลางถึงสูง
ซึ่งการที่รถแต่ละยี่ห้อมี Positioning ที่ชัดเจน จะทำให้ลูกค้าจำได้ง่าย และรู้ว่าถ้านึกถึงเรื่องหนึ่ง ต้องนึกถึงรถยี่ห้อใด
และสิ่งที่จะเป็น Positioning ได้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่คุณการันตีได้ว่า คุณเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องนี้จริงๆ หรือทำให้ลูกค้าเชื่ออย่างนั้น
นอกจากนี้ การจะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ นอกจากมี Positioning หลักแล้ว ก็ต้องมี Positioning อันดับ 2,3,...
อันดับหนึ่งคือสิ่งที่เราชนะคู่แข่งชัวร์ๆ อันดับสองก็คือสิ่งที่เราเหนือกว่าคู่แข่งเล็กน้อย และอันดับสามคืออยู่ระดับเฉลี่ยของคู่แข่ง
ซึ่งถ้าเราทำได้แบบข้างต้น สินค้าเราก็ย่อมเข้าไปครองใจลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่งแน่นอนครับ
อีกคำหนึ่งก็คือ Personality ซึ่งคือสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่า พอเป็นเจ้าของแบรนด์นี้แล้ว จะถูกคนอื่นมองอย่างไร 
เช่น รถแลนด์โรเวอร์=คนช่างลุย, Avanza, CRV = รถครอบครัว Accord, Camry = ผู้บริหาร เป็นต้น
ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปอยู่ในใจกรรมการได้ ก็จะต้องมอง 2 คำดังกล่าว Positioning, Personality
เอาล่ะ มาดูตัวอย่าง Positioning และ Personality ที่ผมวางไว้บ้าง
1st Positioning = Robotic expert : ประสบการณ์ทำหุ่นยนต์ 8 ปี ตั้งแต่ม.3 และได้รางวัลระดับนานาชาติ
2nd Positioning = Leadership : โดยส่วนมากจะเป็นหัวหน้าทีม ประธานชมรม กรรมการนักเรียน และผู้จัดงานนิทรรศการมากมาย
3rd Positioning = Academic result : เกรดเฉลี่ยอยู่อันดับต้นๆ ของภาควิชา แม้จะไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่เลวร้าย
คือผมมองว่า จุดเด่นของตัวผมในด้านวิชาการแล้ว ไม่ใช่เกรดเฉลี่ย หรือมีความเป็นผู้นำสูง(มันเป็นนามธรรม)
แต่เป็นประสบการณ์ด้านหุ่นยนต์ ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม และน่าจะเด่นกว่าคนสมัครคนอื่นๆ ในเรื่องนี้
ส่วน Personality คือสิ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมการเค้าใช้ตัดสิน ว่าถ้าเลือกผมแล้ว คนอื่นจะมองพวกเค้าอย่างไร ผมก็เก็งเอาไว้ 2 ตัว
-คิดถูกที่เลือก: ตรงตามเป้าหมายของทุน
-ไม่มีข้อครหา: มีผลงานรูปธรรมที่ยืนยัน
นั่นคือผมก็คิดว่าถ้าผมเป็นกรรมการ แล้วตัดสินใจเลือกผู้สมัคร 3 คนจาก 5 คน สองสิ่งด้านบนคือสิ่งที่ผมจะคำนึงถึงครับ
ต่อมาก็เป็น การนำเสนอ Positioning และ Personality สู่คณะกรรมการครับ
ตามหลักการตลาด เค้าก็มีกลยุทธ์การเอาสินค้าเข้าไปอยู่ในหัวใจลูกค้าได้ดัง 7 ขั้นตอนนี้
1.awareness การตระหนักรู้ในสินค้า ว่ามีตัวนี้อยู่
2.knowledge ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า
3.interest ความน่าสนใจของสินค้า
4.linking เชื่อมโยงกับความรู้สึก
5.perference พึงพอใจในสินค้า
6.connection สร้าง "ความจำเป็นสมมุติ" ขึ้นมาในใจ
7.purchase ซื้อสินค้า
ก็เอามาปรับเปลี่ยนเป็นการนำเสนอ หรือการสัมภาษณ์ได้ดังนี้ครับ
ขั้น 1 : แนะนำตัวเอง ประวัติเบื้องต้น
ขั้น 2,3 : บอกเล่า Positioning ที่วางไว้ นำเสนอด้านที่ตนเองเด่น และเป็นข้อดี 
ขั้น 4,5 : เล่าความคิดว่า ถ้าได้ทุนจะไปเรียนอะไร จะทำอะไร ที่ท้ายที่สุดแล้วผลลัพท์เป็นไปตามเป้าหมายของทุน
ขั้น 6: เล่าแนวคิดก้นลึกของตนเอง ใช้การนำเสนอที่จูงใจ หรือดึงอารมณ์  แต่ทุกอย่างต้องมาจากสิ่งที่คิด/รู้สึกจริงๆ ไม่ใช้สร้างขึ้นมา
ขั้นที่ 7 : คณะกรรมการตัดสินใจซื้อ
และสุดท้าย คือการทำ Segmentation ของการตลาด หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้านั่นเองครับ
ในส่วนของการสัมภาษณ์ทุน ผมก็คะเนว่า คณะกรรมการน่าจะมาจากหลายกลุ่ม ที่มีความต้องการรับรู้ที่ต่างกันดังนี้
1.ผู้บริหารญี่ปุ่น : ต้องการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี และทำตามนโยบายบริษัทแม่ ดังนั้นต้องการผู้สมัครที่เป็นไปตามเป้าหมายทุน
2.อาจารย์/นักวิจัยญี่ปุ่น : บริษัทเชิญมาร่วมสัมภาษณ์ เนื่องจากเป็นทุนการศึกษา จึงน่าจะถามเรื่องเทคนิค หรือโครงงานที่เคยคำและที่จะไปทำ
3.ผู้บริหารไทย : เนื่องจากเป็นคนไทยด้วยกัน น่าจะดูในเรื่องของความเหมาะสมเหมือนข้อ 1 และอาจดูเรื่องบุคลิกภาพ การแสดงออก
การที่เราทำ segmentation นี้ก็เพื่อที่ว่า เราจะได้มองตลาดให้ออกแล้ว แล้วป้อนความต้องการนั้นด้วยอุปทานของเรา
เช่นถ้ากรรมการต้องการรู้เกี่ยวกับโครงงานซีเนียร์ เราก็เตรียมข้อมูลไปนำเสนอให้เต็มที่ ให้เค้ารู้สึกพอใจ
ถ้าเค้าต้องการความมั่นใจว่า เราจะกลับมาพัฒนาสังคมของตนหลังจากเรียนจบ ก็ต้องหาตัวอย่างกิจกรรมที่เคยทำไปบอกเล่าให้ฟัง เพื่อยืนยัน
ซึ่งหากเราไม่ทำ segmentation ..การเตรียมสัมภาษณ์ของเราก็จะไม่มีหลักแหล่ง และไม่สามารถเตรียมได้ลึกซึ้งครับ

หลังจากที่ทำการวิเคราะห์การสัมภาษณ์ โดยอาศัยหลักการตลาดแล้ว ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้กับตนเองครับ
1.การฝึกถูกสัมภาษณ์
เนื่องจากใช้การภาษาอังกฤษสื่อสารทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องทำการ "ฝึกพูด" ฮะ
โดยเริ่มแรกเราก็คิดเอาว่า กรรมการน่าจะถามแนวไหน อย่างไร แล้วก็จดแนวคำตอบเราเป็นภาษาอังกฤษ
เช่นคำถามว่า Why do you choose Japan, not other countries else?
ก็เขียนแนวการตอบไว้หลายข้อ อาทิ strict disciplin, hardworking, relate to in what I'm interested เป็นต้น
จากนั้นก็ฝึกพูดเอาเหตุผลพวกนี้มาต่อกันและขยายความให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นภาษาอังกฤษ
บางคนก็ใช้วิธีฝึกหน้ากระจก.. แต่สำหรับผมก็แค่จินตนาการว่าอยู่ในห้องสัมภาษณ์ แล้วก็พูดให้มีเสียงดังพอประมาณไปเรื่อยๆ
เวลาพูดนั้น ก็ไม่ควรพูดเร็ว พูดติดๆ กันแบบท่องจำมาตอบ.. แต่ฝึกพูดแบบเว้นช่วง ทิ้งให้มีเวลาคิด
และไม่ต้องกังวลว่าจะเกินเวลากรรมการหรือเปล่า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดเน้นปริมาณ แต่อารมณ์กรรมการไม่อินตามไปด้วยครับ
การฝึกพูดเป็นสิ่งที่สำคัญครับ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษา
และต่อให้เป็นเจ้าของภาษา เค้าเองก็ยังฝึกซ้อมก่อนเลย ว่าควรจะตอบอย่างไร แนวไหน เพื่อลดความตื่นเต้น
แต่ก็ยังขอเน้นเหมือนเดิมครับ ว่าคำตอบของทุกคำถามที่เราเก็งไว้นั้น ต้องมาจากความเชื่อ/ความคิดของเราเองจริงๆ
เพราะกรรมการไม่ได้ถามคำ-ตอบคำ แต่เค้าจะต่อยอดคำถามลึกลงไปเรื่อยๆ จากคำตอบเรา
ดังนั้นถ้าเราไปพยายามสร้างภาพ ตอบแบบคำถามสมัครงาน ผมว่าท้ายที่สุดคนที่ตายก็คือเราเองครับ ศพเละแน่นอน 55
2.อุปกรณ์ประกอบการสัมภาษณ์
หลายคนก็หลายแนวครับ บางคนบอกว่าเวลาสัมภาษณ์แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วไปตัวเปล่าก็ได้  
แล้วพอกรรมการถามว่าทำไมไม่เตรียมอะไรมาเลย ก็ให้ตอบไปว่า "เพราะผมเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงครับ" ก็อาจดูดีเหมือนกัน
แต่ผมเองคิดว่า การเตรียมอะไรที่เป็นรูปธรรมไปด้วย มันน่าจะดีกว่า
โดยในครั้งนี้ ผมก็นำlabtopไปด้วย เพราะเตรียมไฟล์วีดีโอของหุ่นยนต์เตะฟุตบอล กับโครงงานแขนกลคนพิการของผมไว้นำเสนอ
(ซึ่งในวันสัมภาษณ์ กรรมการก็ขอดูไฟล์โครงงานแขนกลของผมจริงๆ และมันทำให้ผมและกรรมการสามารถสื่อสารเข้าใจกันมากขึ้นครับ)
นอกจากนี้ ผมก็สร้าง Brand ให้ตัวเองครับ 55 ด้วยการนำหุ่นยนต์เตะฟุตบอลเข้าไปด้วย 1 ตัว 
ประโยชน์ของการมีแบรนด์ ตามหลักของการตลาดแล้ว จะทำให้ลูกค้าจำเราได้ดีมากขึ้น ใน Position ที่เราวางไว้
อาทิเช่น ในระหว่างการประชุมคัดเลือกผู้สมัครของกรรมการต่างชาติ ก็คงลำบากถ้าจะเอ่ยถึงชื่อผู้สมัครคนไทย หรือลำดับที่ของผู้สมัคร
แต่ถ้าเกิดมีกรรมการคนนึงพูดขึ้นมาว่า "คนไหนน่ะเหรอ? ก็คนที่เอาหุ่นยนต์เข้ามาด้วยไง"..
..เท่านี้แหละครับ นอกจากจะเป็นการชี้ชัดตัวผมแล้ว ก็ยังเป็นการตอกย้ำ Position ของผมทันทีครับHot

ผลของการสัมภาษณ์ ก็ปรากฎว่าผมได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการ ให้ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้!
ทำให้ปี 2009 ที่เหลือนี้ ผมคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกะการอ่าน/เรียนภาษาญี่ปุ่นเตรียมสอบระดับ 3 ช่วงปลายปี
และถ้าสอบผ่าน ตอนเดือนมีนาปี 2010 ผมก็จะไปญี่ปุ่น และเรียนภาษาเพิ่มเติม 1 ปีเต็มให้ได้เกินระดับ 2 พร้อมสอบเข้าป.โท
ส่วนปี 2011-2012 ก็จะเป็นช่วงที่ผมเรียนป.โทครับ โดยกะไว้ว่าจะเรียนสาขา mechano-informatic ของโตเกียวไดกากุครับ
นอกจากนี้ ผมก็ได้ส่ง mail ไปบอกอาจารย์ที่ NUS ว่าผมได้รับทุนไปเรียนต่อญี่ปุ่นแล้ว จึงขอสละโอกาสทางการศึกษาที่ท่านมอบให้
ซึ่งอาจารย์เค้าก็ตอบกลับมาว่า ขอแสดงความยินดีด้วย และถ้าผมมีโอกาสไปสิงคโปร์ ก็ขอให้ไปเยี่ยมชม Lab และมหาวิทยาลัย NUS
ก็เป็นอันว่า.. ทุกอย่างลงตัวครับ
สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณบริษัท panasonic ครับ ที่ให้โอกาสผมในครั้งนี้
ขอบคุณมิตรภาพ ความรู้ จากท่านคณะกรรมการ yamamotosan พี่ดาว พี่ปุ๊ก และเพื่อนๆ ผู้สมัครทุกคนที่สมหวังและพลาดหวัง 
รวมถึงเพื่อนๆ ในและนอกคณะ ที่เป็นแรงผลักดันและกำลังใจให้
สุดท้ายก็ครอบครัว แม้จะไม่แสดงออกว่าดีใจ แต่ก็รู้ได้ลึกๆ ครับว่าทุกคนภูมิใจในเรื่องนี้ Wink

2.การสอบ IELTS
..อย่างที่ทุกท่านทราบ ว่าการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเพื่อไปเรียนต่อในหรือนอกประเทศ มีด้วยกัน 2 ค่ายคือ TOEFL กะ IELTS
โดย TOEFL นั้นมักนิยมใช้เพื่อไปศึกษาต่อประเทศอเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับ
ส่วน IELTS นั้นเน้นไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับ
โดยมหาวิทยาลัยไม่มากนักในอเมริกา จะยอมรับผลสอบ IELTS แต่หลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษก็ยอมรับ TOEFL
ดังนั้นในช่วงเริ่มแรก ผมก็เลือกที่จะสอบ TOEFL ครับ เพราะตอนนั้นอยากไปอเมริกา และเผื่อไว้ยื่นประเทศอื่นๆ ด้วย
อย่างที่หลายท่านทราบ ผมทำการสอบ TOEFL ไป 3 ครั้งครับ ได้คะแนน 77 -> 88 -> 84 (ครั้งที่สามคะแนนตก เพราะเสียสมาธิตอนฟัง listening)
ตอนที่ผมยื่นมหาวิทยาลัยอเมริกา ผมสอบถึงครั้งที่ 2 ครับ คือได้ 88 คะแนน แล้วก็ยื่นไป ปรากฎว่าโดนปฏิเสธหมด (อาจเป็นเพราะเกรดผมไม่สูงนัก)
ทำให้หลังจากนั้น ผมต้องดิ้นรนหาที่เรียนใหม่ และสุดท้ายก็ได้ NUS สิงคโปร์ มา... แต่เค้ากำหนดว่า ต้องสอบ TOEFL ให้เกิน 92 หรือ IELTS เกิน 6.0
ดังนั้นช่วงกลางๆ มีนาคม ผมก็เลยสมัครสอบ TOEFL ไปอีกรอบ หวังจะได้เกิน 92 คะแนน แต่สุดท้ายก็ได้แค่ 84 ดังที่กล่าวไป
และผมก็ค้างการสอบภาษาอังกฤษไว้แค่นั้น.. เพราะตอนนั้นมีทุน pana เปิดรับสมัคร เลยตั้งใจว่าถ้าตกรอบทุนค่อยหวนกลับมาสอบ IELTS อีกที
ทว่าช่วงเวลา deadline ของการส่งผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษให้ NUS กับการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายของทุน Panasonic มันซ้อนทับกันอยู่ครับ
ทำให้เดือนพ.ค.ผมต้องเรียนทั้งภาษาญี่ปุ่น พร้อมๆ กับอ่านภาษาอังกฤาเตรียมสอบ IELTS ไปด้วยกันครับ

โดยปรกติแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์คะแนนสอบภาษาอังกฤษ ที่เค้าเทียบกันระหว่าง TOEFL กับ IELTS ครับ
เช่นมหาวิทยาลัย NUS กำหนดว่า สอบ TOEFL เกิน 92 หรือ IELTS เกิน 6.0
หรือ MIT บอกว่า สอบ TOEFL เกิน 100 หรือ IELTS เกิน 7.0(และให้น้ำหนักการสอบ IELTS มากกว่าด้วย)
ซึ่งผมคิดว่า การสอบ IELTS มันง่ายกว่า TOEFL ครับ ดังนั้นคนที่ได้ IELTS 7.0 ไม่น่าจะสอบ TOEFL ได้ถึง 100 หรอก
ดังนั้นผมก็เลยต้องพิสูจน์ความเชื่อนี้ ด้วยการเปลี่ยนไปสอบ IELTS บ้างครับ หลังจากสอบ TOEFL มา 3 ครั้ง..
ผมใช้เวลาเตรียมตัวสอบ IELTS ด้วยตัวเอง 4 อาทิตย์ครับ เริ่มตั้งแต่ยังไม่รู้เลยว่ามันสอบอย่างไร แนวไหน ถามยังไง มีกี่ parts
อาศัยพื้นฐานของ Toefl ที่เคยสอบไป.. รวมกับได้ความช่วยเหลือจากคุณเต่าที่ให้ชีทกะแบบฝึกหัดมาทำ
ผมก็ไปเข้าสอบในวันที่ 13 มิ.ย.ครับ โดยสมัครสอบของ British Council ได้สอบที่รร.ปทุมวันพรินซ์เซส ตรงมาบุญครองนี่เอง

ช่วงเช้าจะสอบ 3 อย่างครับ listening reading writing ตามลำดับ
เปิดฉากมา Part แรก เป็นบทสนทนาของหนุ่มสาวที่จะแต่งงานครับ พูดคุยเรื่องเลือกที่จัดงานแต่ง
ก็ปรากฎว่า เค้าพูดกันวกไปวนมาครับ ไม่ได้พูดเรียงข้อคำตอบ.. ทำให้ผมสับสนมาก และตอบไม่ค่อยได้ครับ ใน 10 ข้อแรกนี้
หลังจากจบบทสนทนา จาก 10 ข้อ ผมมั่นใจในคำตอบจริงๆ แค่ 4 ข้อเองครับ เหอๆๆ
ซึ่ง 6 คะแนนที่หายไปจาก 40 คะแนน ก็แสดงว่า ต่อให้ผมทำที่เหลือถูกหมด ก็จะได้เต็มแค่ 7.5 เองฮะ
แต่ในเมื่อมันย้อนกลับไปทำใหม่ไม่ได้แล้ว... ก็ต้องล้างความหวังใน 10 ข้อแรกนี้ ด้วยการตั้งใจฟังข้อคำถามที่เหลือให้ดีครับ
ต่อมาเป็น reading .. จากการฝึกทำแบบฝึกหัด ผมว่าของ reading ของ IELTS ง่ายกว่า TOEFL มากครับ
ดังนั้นผมก็อ่านไปเรื่อยๆ บทความแรก 15 นาที บทความที่สอง 25 นาที สุดท้าย 20 นาที ก็ทำเสร็จพอดี
ส่วน writing นั้นจะแตกต่างจาก TOEFL ครับ คือข้อแรกจะเป็นกราฟ ให้เราเขียนอธิบาย ส่วนอีกข้อเป็นกรณีศึกษาให้เราอภิปรายเหมือน Toefl
ซึ่งข้อแรกผมก็ได้เวลา 20 นาทีพอดีเขียนครบถ้วน อธิบายเรื่องช่วงอายุคนประเทศหนึ่ง และอัตราส่วนเด็ก/วัยรุ่น/คนแก่  
ส่วนอีกข้อถามว่าคิดอย่างไรกับคนที่ออกจากคุกมาแล้วก่อคดีซ้ำเดิม และจะแก้ไขอย่างไร ผมก็อัดไปเต็มที่ประมาณ 1 หน้าครึ่ง (เกือบ 400 คำ)

ต่อมาก็เป็นการสอบ Speaking ช่วงบ่าย เนื่องจากเราต้องสอบกับกรรมการที่เป็นคน ไม่เหมือนพูดกับคอมแบบ Toefl ทำให้ไม่ได้สอบพร้อมกันทุกคน
โดยผมเองก็โดนจับไปสอบตอน 6 โมงเย็น -*- .. ทำให้ผมตัดสินใจใช้เวลาช่วงบ่ายไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแถวสีลมครับ เหอๆๆ
หลังจากมึนๆ กะคำช่วยและประโยคในชีวิตประจำวันของชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่น ผมก็กลับมาที่รร.ปทุมวันพรินซ์เซสตอน 5 โมง เพื่อเตรียมสอบพูดครับ
6 โมงเป๊ะ เค้าก็ให้ผมเข้าห้องสอบ ไปเจอกับกรรมการ 1 คนในห้องเล้กๆ ที่เกิดจากเอาพาร์ทิชั่นมากั้นแยกเป็นห้องเล้กๆ ในห้องประชุมใหญ่
ตอนแรกผมก็ตั้งใจครับ ว่าจะพูดให้ช้า เนื่องจากจะได้มีเวลาคิด และออกเสียงให้ชัดเจน
แต่ปรากฎว่า กรรมการเป็นคนที่พูดเร็วครับ เพราะยังหนุ่มอยู่ ทำให้ผมเลยเผลอพูดเร็วตาม 555+
ซึ่งในการสอบพูดของ IELTS นี้ ส่วนใหญ่เค้าจะให้พูดเกินกำหนดเวลาครับเช่น 2 นาที ไม่เหมือนสอบ TOEFL ที่จะให้พูดภายในเวลา 40 วิ ก็ว่าไป 
เนื่องจากผมเองเป็นพวกชอบโม้ พูดเยิ่นเย้อ อยู่แล้ว ทำให้เวลาสอบ TOEFL มักจะพูดจบไม่ทันครับ.. แต่สอบ IELTS นี่ฝรั่งต้องบอกให้พอ เหอะๆๆ
...ผ่านไป 13 วัน
ผลสอบก็ออกมาครับ (หลังจากที่ผมได้รับทุน panasonic เรียบร้อย และไม่ได้เครียดกับผล IELTS แล้ว)
listening          6.5
reading           8.0
writing            6.5
speaking         6.5
รวมทุก parts = 7.0 
ก็เป้นไปตามคาดครับ ว่าคะแนน IELTS มันดีกว่าเห็นๆ .. ทั้งๆ ที่ผมสอบ TOEFL ได้สูงสุด 88 นะนั่น
ทำให้แอบคิดเล็กๆ ว่าถ้าเมื่อก่อนตัดสินใจสอบ IELTS ผมก็อาจจะติด MIT ก็ได้นา 5555+ (แต่ช้าไปเสียแล้ว watashiwa rainen  nihone ikimasuHot)
ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ ว่าถ้ามหาวิทยาลัยที่คุณจะเข้า เค้ารับทั้ง TOEFL และ IELTS ... ก็เลือกสอบ IELTS ไปเถ๊อะ!

จบสองเรื่องที่อยากจะพูดคุยแล้วครับ 55+
สาเหตุที่เอามาเล่า อันแรกก็เพื่อให้เกิดประโยชน์กะผู้กำลังหาทุนไปเรียนญี่ปุ่น
คือนอกจากทุนมอนบุโชแล้ว ทุน panasonic ก็เป็นอีกทุนให้เปล่า ที่ให้โอกาสและเงินการศึกษาที่เยอะ แถมมีเครือข่ายนักเรียนทุนเก่าที่เหนียวแน่นมาก!
สำหรับคนที่อ่านแล้วเกิดความสนใจ ก็ดูรายละเอียดทุนได้ที่นี่ครับ http://panasonic.co.th/web/ccatId/maincat/299
และก็น่าจะเป็นประโยชน์เช่นกัน สำหรับแนวคิดการเอาหลักการตลาดมาใช้กับการสัมภาษณ์งานหรือทุน
ซึ่งบางท่านอาจจะมองว่ามันเข้ากันไม่ได้ ผมจับแพะชนแกะเองรึเปล่า..แต่ทั้งหมดที่เล่ามาก็คือสิ่งที่ผมทำและเตรียมก่อนไปสัมภาษณ์จริงๆ ครับ
อันที่สองก็คือ ผู้ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ และกำลังเลือกว่าจะสอบอะไรดีระหว่างโทเฟิลกับไอเอล
ผมก็ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงโหวต ว่าสอบไอเอลมันง่ายกว่าจริงๆ .. ถ้ามหาวิทยาลัยคุณรับทั้งสองอย่าง ก็สอบไอเอลเถิด จะได้ไม่ต้องเสียเงินแบบผม Tongue out

Blog ครั้งนี้คงเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 3 ปี ที่ผมเขียนยาวเหยียดและไม่ใส่รูปเลย 55+
ขอบคุณที่ติดตาม และหวังว่าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยกันทุกคนครับ!
6月11日

ผ่าฟันคุดกันเถอะ

สวัสดีครับทุกท่าน!!
จะว่าไป ผมก็ว่างเว้นจากการอัพเดตบล็อคนักประดิษฐ์เป็นเวลาหลายเดือนเลยทีเดียวครับ
ทั้งที่ความจริงแล้ว ช่วงนี้ผมว่างมากครับ เนื่องจากไม่ได้มีงานประจำตามที่ควรจะเป็น หรือเรียนต่อโทต่อที่จุฬาฯ เหมือนเพื่อนๆ
สาเหตุก็เพราะ ผมยังอยู่ในช่วงระหว่างรอเรียนต่อครับ ซึ่งตอนนี้ที่ได้ตอบรับมาแล้วก็มีที่ NUS ของสิงคโปร์ในสาขา mechatronics
และอีกที่ที่ยังรอก็คือ ทุน panasonic ซึ่งถ้าได้ก็จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นปีหน้าครับ เหลือสัมภาษณ์รอบสุดท้ายปลายๆ เดือนมิย.นี้แหละ
ดังนั้นชีวิตผมตอนนี้ก็ยังไม่แน่นอนครับ ว่าจะไปตกลงเอาช่องไหนของบันไดงู
แต่ก็เชื่อว่า สุดท้ายจะได้อะไรที่ไหน มันก็ดีทั้งนั้นสำหรับผมแหละครับ จึงไม่เครียดมาก ใส่แว่น

นอกจากรอสัมภาษณ์ทุนแล้ว ความจริงปลายเดือนนี้แล้วต้นเดือนหน้า ผมก็จะเข้าร่วมอีกเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือการรับปริญญาครับ
ของคณะผมก็จะซ้อมวันที่ 27 มิย.นี้ช่วงเช้า และก็รับจริงวันที่ 9 กค.ช่วงเช้าเช่นกันฮะ
การรับปริญญานั้นมันอาจดูว่าเป็นวันที่สื่อถึง "ความสำเร็จของชีวิตการศึกษา" ที่เราได้พยายามเรียนมาตลอด 4 ปี 
แต่บางทีการที่ฝรั่งใช้คำว่า "commencement day" ก็อาจเพราะต้องการจะสื่อว่า ชีวิตเราเพิ่ง "เริ่มต้น" เท่านั้นไม่ใช่ "สำเร็จ"
ดังนั้นผมก็อยากจะถือเอาความหมายฝรั่งดีกว่า ว่าเราเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่โลกที่กว้างใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนไปจากเดิม
จึงขอเชิญเพื่อนๆ ทุกท่าน ที่สนใจจะมาร่วมถ่ายรูปฉลอง "วันเริ่มต้นชีวิตใหม่" กับผมและคนอื่นๆ ได้ ในวันแหละเวลา(ช่วงบ่าย)ดังกล่าวครับ ขยิบตา   


ทีนี้เราลองมาพูดกันเรื่อง การผ่าฟันคุดบ้างดีกว่าครับ 55+
จากการสอบถาม ก็ทราบมาว่ามีเพื่อนผมหลายคนที่ยังไม่เคยผ่าฟันคุด ด้วยเหตุผลที่คล้ายๆ กันคือ "ไว้ปวดแล้วค่อยผ่า" หรือ "กลัวเจ็บ ไม่เอา"
หรือบางคนก็ถามว่า "ตกลงมันต้องผ่าจริงๆ เหรอ นึกว่าหมอหลอกให้มาผ่าเอาเงิน"
ซึ่งผมเองก็ไม่ได้เรียนมาด้านทันตแพทย์ จึงไม่อาจตอบได้ครับว่า ควรจะปวดแล้วค่อยผ่า หรือชีวิตนึงอาจไม่ต้องผ่าเลยเหมือนไส้ติ่ง
แต่สาเหตุที่ผมตัดสินใจไปผ่าเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เพราะกังวลว่า กลัวจะไปปวดตอนที่เรียนอยู่ต่างประเทศ แล้วเสียเงินค่าผ่าเป็นหมื่นเป็นแสนบาท
ก็เลยเอาวะ ตัดปัญหาตอนนี้ ด้วยการเสียเงินผ่าที่เมืองไทยนี่แหละ ซี่ละ 2,000 บาท ครับ

ก่อนอื่น เชื่อว่าอาจจะมีหลายท่านที่ไม่เคยลงเรียนวิชา FUND ORAL ของคณะทันตแพทย์ หรือไม่เคยทราบรายละเอียดของไอ้ฟันคุดมาเลย
ดังนั้นผมจึงขอเล่าเนื้อหาคร่าวๆ เกี่ยวกับเจ้าฟันคุดครับ ว่ามันคืออะไร แล้วทำไมควรจะเอาออกครับ ใส่แว่น 
จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่า ฟันคุดคือฟันกราม(Molar)ซี่ในสุดครับ ทั้งด้านบนและด้านล่าง
เจ้าฟันคุด หรือฟันกรามซี่สุดท้าย มันขึ้นช้าครับ คืออายุซัก 17-18 แล้วค่อยขึ้น หรือบางทีก็เลยไป 20 กว่าๆ หรืออาจจะไม่ขึ้นมาเลย
ซึ่งการที่มันขึ้นทีหลังเนี่ย ทำให้มันมักจะเรียงตัวผิดปรกติครับ
ดังในรูปถ่าย x-ray บนขวา จะเห็นว่ามันขึ้นเอียง และกำลังไปชนฟันกรามซี่รองในสุดอยู่
ผลของการชนนี้ ก็อาจก่อให้เกิดการหมักหมมของเศษอาหารที่แปรงสีฟันทำความสะอาดไม่ถึง หรือแม้กระทั่งทำให้ฟันเสียรูป หรือเอนได้ครับ
 

ทีนี้ก็มาถึงการผ่าฟันคุดบ้างครับ จากประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่ถึง 1 อาทิตย์นะครับ
เริ่มแรก ผมก็นัดหมอไว้ตอนบ่าย 2 ครับ ซึ่งทำให้ผมมีเวลาไปหามื้อเที่ยง "ที่ดีที่สุดในรอบสัปดาห์" ทานได้
สาเหตุก็เพราะว่า หลังจากผ่าฟันคุดแล้ว คุณจะกินอะไรได้ลำบากมากครับ เพราะอ้าปากได้น้อยมากในช่วง 2 วันแรก
เอาล่ะ ไม่เป็นไร ผมก็เลือกมื้อเที่ยงแถวร้านทันตกรรมทาน แล้วก็บ้วนน้ำให้สะอาดเรียบร้อย
เข้าสู่กระบวนการผ่าฟันคุดครับ... คราวนี้ผมผ่า 1 ซี่ คือซี่ล่างขวา (เพราะเมื่อเด็กๆ ผ่าซี่ด้านล่างซ้ายไปแล้ว) 
เริ่มแรกหมอเค้าก็ฉีดยาชาให้ผมสองเข็มเข้าที่โคนขากรรไกรในปากด้านขวา
จุดที่ฉีดนี้มันเป็นต้นทางของเส้นประสาท ทำให้ด้านขวาปากส่วนล่างและลิ้นของผมชาครับ ทำเอาพูดได้แค่ แบะๆ เลยทีเดียว
จากนั้นก็ไป x-ray ดูตำแหน่งฟันคุดครับ เนื่องจากฟิลม์อันเดิมของผมมันเกือบสิบปีแล้ว.. (ก้ได้ผล x-ray คล้ายรูป x-ray อันซ้ายบนนั่นแหละ) 
หลังจากนอนบนเตียง พร้อมกับปากที่ชา ผมก็โดนปิดตาด้วยผ้าขนหนู และครอบปากด้วยผ้าสีเขียวที่เอาไว้ผ่าตัด
สักพักหมอก็เอาวาสลีน (หรือลิปมันนี่แหละ ปิดตาอยู่ ไม่รู้โว้ย) มาทาที่ริมฝีปากทั้งบนล่างครับ เข้าใจว่าเพื่อให้ลื่นๆ เวลากระชากฟันผม
แล้วก็เข้าสู่ช่วงกรอฟันครับ เนื่องจากฟันคุดผมมันโผล่ขึ้นมานิดนึงแล้วเลยคงไม่ต้องใช้การผ่าอะไรมาก.. ผมคิด
ระหว่างที่กรอฟัน หมอกับผู้ช่วยก็จะมีเรื่องคุยกันตลอดครับ ข้าวเที่ยงบ้าง นินทาหมออีกคนบ้าง ต่างๆ นาๆ
การหล่อลื่นหรือฆ่าเชื้อ เค้าก็ใช้น้ำเกลือครับ ที่ฉีดแล้วดูดหมุนเวียนอยู่เป็นนิรันดร์ตรงบริเวณผ่าตัด โครตเค็มอ่ะ 
แล้วก็มาถึงช่วงสำคัญครับ เสียงกรอฟันเงียบไป เหลือแต่เสียงท่อดูดซู้ดๆ ที่ผู้ช่วยแหย่คอหอยผมอยู่
จากนั้นหมอก็หยิบอุปกรณ์อะไรซักอย่างครับ มาหนีบเจ้าฟันคุดผมไว้.. แน่น..มาก.. ขนาดลิ้นที่ชายังรู้สึกได้
และก็เริ่มทำการโยกไปมาครับ.. ตอนนั้นใต้ผ้าขนหนูผมมองเห็นภาพรากต้นไม้ที่แตกแขนงกำลังโดนกระชากขาดเสียง กึ๊ดๆ เลยครับ
หลังจากใช้เวลาอยู่ประมาณ 15 นาที ฟันก็หลุดออกมาครับ สาบานได้เลย รู้สึกว่าฟันในปากมันหายไปจริงๆ
สุดท้ายหมอก็ให้ผมกัดผ้าก๊อชไว้ครับ โดยให้กัดทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วก็ให้ถุงน้ำแข็งมาประคบแก้มด้านขวาไว้
การผ่าตัดทั้งหมดใช้เวลา 1 ชั่วโมงครับ
ซึ่งหลังจากออกจากห้องผ่าตัดมา ปากผมก็ยังชาอยู่ครับ บวกกับต้องกัดผ้าก๊อชทำให้พูดได้ยากมาก (นึกภาพว่าต้องพูดกัดฟันตลอด)
ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า ว่าช่วงเวลาที่ผมกัดผ้าก๊อชนี้ชอบมีโทรศัพท์เข้า หรือมีคนถามโน่นถามนี่ผมตลอด.. ซึ่งผมก็พูดแบะๆ ไป - -"
....ผ่านไป 3 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
ผมก็เข้าห้องน้ำส่องกระจก เอาผ้าก๊อชออกมาจากปากครับ
ก็ตกตะลึงว่า เลือดท่วมเลยอ๊า... แถมในปากก็มีเลือดนองเต็มแถวฟันด้านขวาครับ ก็เลยกลืนอึ๊กเข้าไป เค็มมาก
ประเด็นก็คือ หมอบอกหลังผ่าเสร็จครับว่า ห้ามบ้วนน้ำลาย เพราะจะทำให้แผลกระทบกระเทือน (เข้าใจว่าท่อน้ำลายอย่แถวที่ผ่าฟันคุด)
....ผ่านไป 6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
ก่อนหน้านี้ผมชอบเอานิ้วจิ้มแก้มหรือริมฝีปากด้านขวาเล่นครับ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ชาๆ บวมๆ ไร้ความรู้สึก เหมือนจิ้มไขมัน
แต่พอถึงตอนนี้ ความชาเริ่มหายไปครับ พอจิ้มไปแก้มก็เริ่มรู้สึกว่าโดนจิ้ม
ซวยแล้วครับ โคนแก้มขวาผมก็เริ่มเจ็บ.. รู้สึกได้เลยถึงไหมเย็บที่ดึงแผลไว้อยู่ เศร้า
..ข้าวเย็นวันนี้ ของผมก็คือโจ๊กหมูครับ เหอๆ
สาเหตุที่ต้องทานอาหารเหลวก็เพราะปากของผมมันอ้ากว้างไม่ได้เลยครับ จะรู้สึกเจ็บจิ๊ดๆ ปากอ้าได้ประมาณ 1 ซม.แค่นั้นเอง
ก็ถือเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ทรมานพอสมควรครับ อาการแบบนี้
....ตกกลางคืน
ผมรู้สึกง่วงเร็วมากครับ 3 ทุ่มกว่าก็เข้านอนแล้ว ทั้งที่ปรกติก็อยู่ถึงตีสองตีสามประจำ
ระหว่างนอนก็ปวดแก้มบ้างครับ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ขยับปากเสียมากกว่า ถ้าอยู่เฉยๆ มันก็ไม่เจ็บมากฮะ

หลังจากผ่านไปแล้วประมาณ 5 วัน
ผมใช้ชีวิตตามปรกติได้แล้วครับ!! ไม่มีอาการเจ็บ ปวด บวม ใดๆ ทั้งสิ้น ฮ่า ฮ่า
ไหมก็ยังอยู่ในปากผมครับ นัดตัดไหม 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด แต่ผมอาจจะไปตัดทีหลังจากนั้น เพราะไม่ว่าง
อาการเจ็บเวลาจาม หรือเลือดซึมออกจากแผล ก็หายไปหลัง 3 วันนับจากผ่าตัด
ซึ่งหลังจากเอาไหมออกแล้ว แผลผ่าตัดนั่นก็จะกลายเป็น "รู" ครับ คือเป็นช่องฟันเดิมที่โดนถอนออกไป
ก็คงต้องใช้เวลาประมาณ 5 เดือนครับ กว่าที่เหงือกมันจะสร้างตัวเองถมรูนี้ให้เต็ม
ระหว่างนี้ก็ต้องคอยดูแลเจ้ารูนี่ให้สะอาด เพราะมักจะมีเศษหาอาหารตกลงไปเสมอ ซึ่งถ้าเน่าแล้วก็อาจกลายเป็นกลิ่นปากได้
และผมก็คงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ว่าจะปวดฟันคุดในเร็วๆ นี้ (ยังเหลือข้างบนอีกสองซี่ ซึ่งยังอยู่ลึกอยู่ ผ่าไม่ได้)

สุดท้ายนี้ ก็ขอสรุปครับว่า ฟันคุดนี่ ถ้ามีเวลาว่างก็ควรไปตรวจสุขภาพฟันครับ แล้วถามหมอว่าควรจะผ่าหรือยัง
โดยฟิลม์ x-ray มันจะบอกครับ ว่าฟันคุดของคุณขึ้นมามากน้อยแค่ไหนแล้ว และมีแนวโน้มจะผุหรือไม่อย่างไร
ก็ยังขอยืนยันครับ ว่าการผ่าฟันคุดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือทรมาน เพราะมันเป็นอาการของ 1-2 วันแรกเท่านั้น
แล้วหลังจากนั้น คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้ปรกติครับใส่แว่น

ขอบคุณที่ติดตามครับ!
4月10日

ปรัชญาในแถว

      สียงเครื่องตรวจบัตรดังระงมอย่างไม่ขาดสายเมื่อเหล่าพนักงานบริษัท แม่บ้าน เด็กวัยรุ่น ชายแก่ต่างเดินผ่านพร้อมกับเอามือออกจากช่องสแกนอย่างเร่งรีบโดยมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือไม่ให้ตกรถไฟขบวนที่กำลังจะมาถึง แม้ในใจต่างก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกกี่นาที และพอรถมาแล้วคนภายในตู้จะว่างพอให้ตนสามารถเบียดเข้าไปได้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็คงเห็นพ้องกันว่าการเลือกเดินทางกลับบ้านด้วยวิธีนี้น่าจะดีกว่าการนั่งดมควันพิษหรืออยู่นิ่งๆ ในรถบนถนนที่ติดขัดด้านบนเป็นแน่ 

      ถัดมาจากแถวรอการตรวจบัตรก็เป็นเครื่องจำหน่ายเหรียญค่าโดยสารอัตโนมัติ ซึ่งมีคนต่อแถวยาวเหยียดทั้งสองช่องถึงขนาดว่าไปสุดคนท้ายแถวที่เชิงขั้นบันไดทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินแถมผู้ที่ลงมาใหม่ก็เดินมาต่อท้ายอยู่เป็นระยะ นักศึกษาหนุ่มซึ่งอยู่ค่อนไปทางปลายแถวยืนกำเหรียญในมือสิบเจ็ดบาท โดยบางครั้งก็ก้มลงพิจารณารายละเอียดของเหรียญแต่ละแบบทั้งที่โดยปรกติก็ไม่เคยนึกสนใจเพราะปรกติแล้วเขามักจะล้วงยื่นให้คนอื่นได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องคิด หลังจากเอาเล็บขูดคราบสกปรกเล็กๆ น้อยๆ บนขอบเหรียญสิบออกเขาก็ยกแขนซ้ายขึ้นมาเพื่อดูเวลาบ้าง พบว่าใช้เวลาก้าวขาจากจุดเริ่มต้นในแถวมาถึงตรงนี้เกือบห้านาทีแล้วและรู้สึกว่ายังเดินมาไม่ถึงสองเมตรเลย แต่เพราะการจราจรที่วันนี้เป็นอัมพาตทว่าดันเสือกไปนัดเพื่อนไว้ที่อีกสถานีหนึ่งทำให้เขาต้องมายืนนิ่งอยู่ตรงนี้ การเข้าแถวเป็นหนึ่งในเรื่องที่แสนน่าเบื่อสำหรับเขา แม้จะรู้ดีว่าเป็นการรอคอยเพื่อให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง-โดยในกรณีนี้เป็นเหรียญพลาสติกเล็กๆ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถขึ้นระบบขนส่งมวลชนนี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

“เฮ้ย เอก.. ดูขวามือมึงดิวะ”

       ความคิดรำคาญและอารมณ์เสียจากการรอคอยถูกขัดจังหวะด้วยการสะกิดของไอ้โชคเพื่อนที่มาด้วยกัน ชี้ให้เขาดูคนที่ยืนต่อแถวอยู่แถวข้างๆ เมื่อเบือนหน้าออกจากความสนใจเดิมที่มือก็เห็นนักศึกษาสาวต่างมหาวิทยาลัยยืนเยื้องพวกเขาไปนิดหน่อยอยู่ในอีกแถว พิจารณาดูจากหน้าตาซึ่งขาวและคมรวมกับรูปร่างที่มีส่วนโค้งพอประมาณของเธอแล้ว เอกลงความเห็นในใจทันทีว่าเธอต้องมีตำแหน่งอะไรซักอย่างในมหาวิทยาลัยหรือคณะของเธอ อาจจะเป็นดาวชั้นปี หรือถ้าเพ่งให้นานกว่านี้แล้วรู้สึกคุ้นก็อาจเป็นผู้นำเชียร์ในงานฟุตบอลที่ผ่านมาก็ได้

“แหล่มขนาดนี้ ทำไมมาคนเดียว”

“กูว่าไปหาแฟน ดูหน้าเค้ากระวนกระวาย”

       แน่นอน รูปร่างภายนอกของหญิงสาวที่มีจุดเด่นแบบนี้ เด็กหนุ่มต่างคาดหวังที่จะได้ครองคู่เพื่อไว้อวดเพื่อนและความพอใจส่วนตัว อาจจะเป็นเพราะกระแสโลกาภิวัฒน์และความเจริญทางเทคโนโลยีโทรทัศน์ก็เป็นได้ที่ล้างสมองเด็กรุ่นใหม่ว่าผู้หญิงลักษณะอย่างไรจึงจะถือว่าสวย ซึ่งจากประสบการณ์ของโชคแล้วความสวยระดับนี้ต้องมีแฟนแล้วทุกคน บทสนทนาตามประสานักศึกษาซีเนียร์เป็นไปอย่างสนุก โดยหญิงสาวก็ไม่รู้ตัวว่าโดนเด็กหนุ่มแถวข้างๆ หยิบยกเอาเธอมาเป็นเรื่องคุยแก้เบื่อการรอคอย เพราะเธอเองก็มัวแต่ชะเง้อมองไปหน้าแถวว่าเมื่อไหร่จะได้เอาซื้อเหรียญโดยสารเสียทีเนื่องจากอุตส่าห์ตัดสินใจลงจากรถแท็กซี่ด้านบนลงมาใช้บริการรถไฟใต้ดินแทน หลังนักวิเคราะห์ทั้งสองพูดคุยความเป็นไปได้ของเด็กสาวในแถวด้านข้างจบลง เด็กหนุ่มก็เผอิญได้ยินการคุยโทรศัพท์จากคนข้างหลังซึ่งกำลังบ่นกับคู่สนทนา แม้จะได้ยินเพียงแว่วแต่ก็รู้ได้ทันทีว่าคุยเรื่องอะไร.. ก็ไอ้ม็อบปิดถนนที่อนุสาวรีย์ชัยนั่นไง ที่ทำให้กูต้องมายืนเข้าแถวอยู่ตรงนี้

       แถวเริ่มขยับได้ถี่ขึ้นเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่มาคอยให้คำแนะนำผู้ซื้อเหรียญโดยสาร เพื่อให้การเลือกสถานีในจอคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างรวดเร็ว การหยอดเหรียญหรือใส่ธนบัตรนั้นอาจเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เด็กสมัยใหม่ทำได้คล่องแคล่วแต่สำหรับผู้ใหญ่ที่อายุเลยวัยเกษียณมาหลายปีแล้วอาจยังไม่ชำนาญ เอกเลือกที่จะกำเหรียญไว้ในมือแทนที่จะใส่กระเป๋าเก็บไว้เพราะเคยคิดจนตกผลึกได้ว่าถ้าทุกคนในแถวต่างเตรียมเหรียญไว้พอดีค่าโดยสารและถือไว้ในมือ การซื้อเหรียญโดยสารก็คงเร็วกว่านี้เพราะไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเมื่อยืนอยู่หน้าเครื่องจำหน่ายตั๋ว ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้เขามักหงุดหงิดเมื่อเห็นคนทำอะไรชักช้า เช่นตอนนี้คนด้านหน้าเพิ่งจะมาค้นหาเงินในกระเป๋าสตางค์ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ยืนในแถวเฉยๆ ไม่ทำอะไร

“ลงสถานีไหน” ไอ้โชคถาม

“ศาลาแดง... สีลมๆ”

        ความเพลินจากการฟังคนด้านหลังคุยโทรศัพท์ก็จบลง เมื่อถึงทั้งคู่ก้าวมาหยุดที่หน้าสุดของแถว เอกดูโชคใส่ธนบัตรสีเขียวเข้าไปยังช่องแบน เมื่อกระดาษถูกดูดเข้าไปสักพักเสียงเคล้งเล็กๆ ที่ช่องจ่ายตั๋วก็ดังขึ้นแล้วตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบกันอีกสองสามที โชคย่อลงกวาดทุกเหรียญใส่มือซ้ายแล้วเดินออกจากแถว ถัดมาเขาก้มดูเหรียญที่ชื้นน้ำเหงื่อพอประมาณในมือขวาอีกครั้งให้แน่ใจ แล้วก็บรรจงจิ้มเลือกสถานีปลายทางบนจอสัมผัส-เขาไม่ต้องการเลือกผิดเพราะจะเสียเวลาเข้าไปอีก-เมื่อเหรียญทั้งสี่ถูกหยอดลงเข้าไปในเครื่อง เสียงเคล้งดังขึ้นบ้าง เขาย่อลงเพื่อคีบเหรียญพลาสติกออกมาและเดินไปหาเพื่อนซึ่งยืนคอยอยู่ เอกรู้สึกพอใจที่ทำทุกอย่างได้สมบูรณ์ตามเป้าหมายหลังจากต่อแถวมานานสิบนาที

“เฮ่ย บังเอิญจังว่ะ”

         โชคพูดเบาๆ พร้อมกับชี้ให้เพื่อนดูนักศึกษาสาวคนเดิมที่เคยร่วมทุกข์ด้วยกันมาในการเข้าแถว แต่ตอนนี้เธอเดินอยู่ข้างหน้าพวกเขาและกำลังเดินลงบันไดเลื่อนเพื่อไปยังขบวนรถเดียวกัน อารมณ์หงุดหงิดเมื่อครู่กลับหายเป็นปลิดทิ้งและความสำราญเริ่มอีกครั้ง...


สวัสดีครับ!
ที่อ่านจบไปนั้นเป็นเรื่องสั้นแนวทดลอง(ขออนุญาตยืมคำศัพท์ของคุณตั้นจาดสะอู๋มาใช้นะครับ อิๆ) ที่ผมนึกครึ้มอยากเขียนขึ้นมาฮะ
เพราะช่วงนี้ผมก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งอ่านเรื่องสั้นของคุณชาติ กอบจิตติ ทำให้รู้สึกคันมืออยากลองเขียนบ้าง
ความจริงแล้วผมเองก็เป็นแฟนหนังสือของคุณชาติ มาตั้งแต่ได้อ่านเรื่อง "คำพิพากษา" สมัยเด็กๆ
และรู้สึกได้ว่าเขาถ่ายทอดเรื่องราวได้ชัดเจน ตามได้ทัน อีกทั้งยังทำให้เกิดความคิดที่ไกลไปกว่าเนื้อเรื่อง
ดังนั้นเรื่องสั้นเรื่อง "ปรัชญาในแถว" ครั้งนี้ ก็อาจมีกลิ่นอายของหนังสือที่คุณชาติเขียนไม่มากก็น้อยครับ ใส่แว่น
 
4月5日

how to: ของขวัญวันเกิด hand made

สวัสดีคร้าบ!
ก็กลับมาพบกันอีกแล้วสำหรับ blog นักประดิษฐ์แห่งนี้ นะครับHot
นับได้ว่าการอัพเดต blog ครั้งนี้ เป็นการทิ้งช่วงที่สั้นมาก หลังจากเพิ่งนำเสนอเรื่องราวของ "แขนกลคนพิการ" ไปเมื่ออาทิตย์ก่อน
สาเหตุที่ช่วงนี้ผมสามารถมาเขียนได้ค่อนข้างถี่ ก็เพราะว่าช่วงนี้ "ว่างมาก" ครับ
อย่างที่ได้เรียนไปในครั้งก่อนว่า เวลานี้ผมกำลังรอผลการตอบรับจากหลายมหาวิทยาลัยที่ยื่นสมัครไป ทำได้แค่รอกระวนกระวายไปวันๆ
ถ้าจะให้นั่งอยู่เฉยๆ ก็คงจะเกิดความคิดฟุ้งซ่าน อาจหลงผิดไปทำอะไรที่ไม่ดี กลายเป็นปัญหาสังคมได้ในที่สุดครับ
ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง.. ผมก็เลยพยายามหางานระยะสั้นทำไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะช่วยอาจารย์ออกแบบสนามแข่งหุ่นยนต์ รึช่วยโปรเจคเพื่อน
แต่พอมันทำเสร็จ สุดท้ายก็กลับมาว่างอยู่ดีแหละฮะ Open-mouthed

อยู่มาวันหนึ่ง (เมื่อวานซืน) ผมก็นั่งอ่านหนังสือ(ที่ไปซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือ)อยู่ริมระเบียง ก็เกิดนึกอะไรขึ้นได้
ว่าอีกไม่นานก็จะถึงวันเกิดเพื่อนผมคนหนึ่ง ซึ่งผมไปติดบุญคุณไว้อยู่ ที่อุตส่าห์มาช่วยงาน IRPUS ของผม ให้ลุล่วงผ่านมาได้ด้วยดี
แน่นอนครับ.. เพื่อนผมคนนั้นก็คือ "คุณเต่า" นั่นเองง ฮ่าๆ (ถ้าใครงงว่าเค้าคือใคร ก็ให้ย้อนไปดู 2 blog ที่ผ่านมา.. แล้วเม้นด้วย)
ผมก็เกิดคำถามครับ ว่าจะซื้ออะไรให้ดีหว่า.. เพราะก็ไม่รู้ว่าชอบอะไรซะด้วย 
รึว่าแค่โทรไปอวยพร...... ซึ่งก็คงงั้นๆ คนอื่นก็คงทำกัน ไม่แหวกแนว 
รึแค่ส่ง sms ไปดี ...... แต่เผอิญผมเป็นพวกขี้เกียจพิมพ์ sms ซะด้วย แถมเสียตังค์โดยไม่ได้คุยอีก 
รึแกล้งลืมมันซะเลยวะ??? ... ก็อาจจะดูเลวไปหน่อย สำหรับปุถุชนใสซื่ออย่างผม
ดังนั้นก็เลยนึกถึงของขวัญวันเกิดที่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วผมเคยทำให้น้องคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะดีกว่าซื้อของให้เป็นไหนๆ
นั่นก็คือ ตุ๊กตาดินญี่ปุ่น นั่นเองงง!!! Hot (เฮ)

หลายท่านอาจจะสงสัย ว่าผมไปเรียนรู้มาจากไหน ถึงได้กล้าที่จะซื้อวัสดุ(ซึ่งมีราคาแพงนิดหน่อย) มาทำเป็นของขวัญวันเกิดให้คนอื่น
ก็ขอย้อนความเล็กน้อยครับ ว่าสมัยก่อนนู้นก่อนที่ผมจะมาเอาดีด้านวิศวะ รึหุ่นยนต์ ผมเป็นพวกที่คลั่งไคล้ศิลปะมาก่อน
ตอนเด็กๆ ก็ชอบที่จะทำโมเดล วาดรูปสีน้ำ รึประติมากรรมนูนต่ำอยู่เป็นอาจิณ เนื่องจากคุณพ่อจบสถาปัตย์มา ผมเลยซึมซับมานิดหน่อย
แต่พออยู่ประมาณปลายๆ ม.ต้น ก็เริ่มรู้สึกว่าฝีมือตัวเองวาดสู้พวกรุ่นน้องไม่ค่อยได้แล้ว เลยหันเหไปเอาดีด้านแข่งหุ่นยนต์แทน
อย่างไรก็ดี.. เชื่อไหมครับ พวกเทคนิคพื้นฐานงานศิลปะเหล่านั้น ส่งผลดีอย่างมากต่อการประดิษฐ์หุ่นยนต์ รึสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ของผมในภายหลัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ sketch ภาพ การ design รึการหลับตาแล้วนึกผลงานให้ออกเป็น 3 มิติ เป็นต้น

เอาล่ะครับ ย้อนกลับมาในปัจจุบัน.. ผมก็รู้สึกว่าการที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านศิลปะอย่างต่อเนื่อง มันก็ทำให้ฝีมือมันตกลงไปจริงๆ อย่างที่เค้าว่า
เช่นก็ต้องมานั่งนึกว่าอยากผสมสีๆ นึง จะต้องใช้อะไรผสมกับอะไร.. ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนนิ้วมือมันจะหยิบเลือกสีมาเอง
รึบางทีการสลับแตะปลายพู่กันระหว่าง สี น้ำเปล่า และทิชชู่ มันก็ยังเก้ๆ กังๆ จะเช็ดแห้งปลายพู่กันก็ดันไปจุ่มน้ำ อะไรทำนองนั้น 
แต่ก็เอาเถอะครับ.. การได้กลับมาทำอะไรที่ตัวเองห่างเหินไปนาน บางทีมันก็เพลิดเพลิน และสนุกกับการใช้เวลาไปกับมันเสมอ Wink
ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาเรียนรู้ขั้นตอนการสร้างของขวัญวันเกิด hand made จากดินญี่ปุ่น กันเลยดีกว่าครับ! 


เริ่มแรกครับ ผมก็พยายามโยงเรื่องราวก่อน ว่าจะปั้นตุ๊กตาออกมาเป็นรูปอะไร
โดยประเด็นที่ผมจับมาก็คือ เต่า(ชื่อคนที่จะเอาไปให้) ลิเวอร์พูล(ทีมฟุตบอลที่เค้าชอบ) และแปรงสีฟัน(senior project ที่ทำ)  
ด้วยความที่ผมไม่เคยเลี้ยงเต่าตัวเป็นๆ กับการที่ผมเชียร์แมนยู... ทำให้ก่อนอื่นต้อง search หาข้อมูลรูปภาพจาก google ก่อนครับHot

 

พอได้ประเด็นแล้ว ก็เอามาโยงกันแล้วร่างแบบขึ้นบนกระดาษด้วยมือก่อน ว่าอยากให้ตุ๊กตาออกมาหน้าตาแบบใด
ซึ่งผลที่ได้ก็คือ เป็นรูปเต่าหน้าตากวนๆ ครึ่งตัว ที่ถือแปรงสีฟันไฟฟ้า และทำหน้าลังเลที่จะแปรงฟัน
สาเหตุที่ลังเลก็เพราะโปรเจคแปรงสีฟันไฟฟ้าของคุณเต่านี้ ตอนที่ไปนำเสนอ คณะกรรมการก็บอกว่ามันดูรุนแรง เหงือกอาจจะพังได้
ดังนั้นก็เลยสื่อตุ๊กตามาในทำนองที่ว่า เจ้าตัวเองก็ยังลังเล ไม่กล้าใช้เลย Hot 
นอกจากนี้ก็ให้คล้องผ้าพันคอลิเวอร์พูลด้วยครับ เพื่อสื่อว่าคลั่งไคล้ทีมนี้มากขนาดใส่เชียร์ตลอดแม้กระทั่งแปรงฟัน



จากนั้นก็มาเตรียมอุปกรณ์ครับ ซึ่งอุปกรณืทั้งหมดมีดังนี้
ไม้อัด เลื่อยฉลุ กาวUHU ดินญี่ปุ่น สีโปสเตอร์ สีน้ำ ทิชชู่ ลวด ArtKnife ถาดน้ำ สเปรย์แลคเกอร์  
จากนั้นเราก็ร่างฐานไม้ขนาด 8ซม.X10ซม. และโครงสร้างเต่าครึ่งตัวขึ้นมา

จากนั้นก็ฉลุโครงสร้างออกมา แล้วติดด้วยกาวUHU เข้ากับฐานหลัก
อย่างที่เห็นในภาพล่างขวา ว่าผมตัดชิ้นไม้โค้งแล้วติดกาวให้ยื่นออกมาเป็นส่วนแขน และติดชิ้นไม้เล็กๆ ให้ตั้งขึ้นมาเป็นโครงของแปรงสีฟัน
ซึ่งโครงไม้เหล่านี้มีประโยชน์ในมากครับ ทำให้ดินญี่ปุ่นที่เราจะเอามาปั้นหลังจากนี้มีที่ยึด และขึ้นรูปได้ง่ายขึ้น

หลังจากติดกาวแล้ว ก็ต้องรอประมาณหนึ่งชั่วโมงครับให้กาวแข็ง ระหว่างนี้ก็นั่งอ่านหนังสือเรื่อง The Art of Innovation ต่อครับ
พออ่านจนเบื่อก็หันมาเตรียมของรอดีกว่า ขั้นต่อไปจะเป็นการปั้นดินญี่ปุ่นแล้วครับ ใช้อุปกรณ์ดังรูปด้านล่างขวานี้ 
โดยถาดน้ำที่เห็นในรูป ก็ใส่น้ำไว้เล็กน้อยครับ เพื่อเอาไว้ทำให้ดินญี่ปุ่นไม่แข็งตัวเมื่อเอาออกมา และให้ดินเหลวปั้นง่าย

ผมก็ตัดถุงดินญี่ปุ่นจากด้านบน เพื่อจะได้สามารถพับปิดถุงได้ เนื่องจากดินญี่ปุ่นถ้าโดนอากาศทิ้งไว้ซัก 1 ชม.มันจะแข็งตัวครับ
แล้วก็บีบดินที่เอาออกมาแล้ว ฉีกให้เป็นชิ้นย่อยๆ เพื่อให้ปั้นได้ง่ายขึ้น
ในถาดน้ำก็จะมีน้ำที่ใส่ไว้ ทำให้เนื้อดินชุ่มและนุ่มขึ้น ซึ่งทิชชู่เปียกที่เห็นในรูปนั้นมีไว้เพื่อปิดหน้าก้อนดินญี่ปุ่นไม่ให้แข็งตัว
จากนั้นก็เอาก้อนดินที่ฉีกไว้แล้ว โปะเข้าไปตามโครงสร้างไม้ที่กาวแข็งแล้ว โดยเน้นส่วนที่เป็นกระดอง ลูกตา และขอบริมฝีปากให้นูนขึ้น

อย่างที่เห็นในรูปด้านล่างซ้ายครับ ส่วนของกระดองเต่าก็จะมีขอบที่ยื่นออกมา
จากนั้นเราก็เอา Art Knife มาลากให้เป็นลายของกระดองครับ รวมถึงแต่งปลายขอบให้คมชัดขึ้นด้วย

เนื่องจากการลากลวดลายด้วย Art Knife มันจะทำให้เกิดเนื้อดินส่วนเกินขึ้นมาครับ แก้โดยการเอานิ้วจุ่มน้ำแล้วลูบไปบนลายเพื่อทำให้เบลอลง
จากนั้นก็แต่งส่วนแปรงสีฟันให้ดูเป็นแปรงมากขึ้น (จากเดิมเป็นก้อนสี่เหลี่ยม)
แล้วก็เอาดินญี่ปุ่นที่แช่น้ำไว้ออกมาบีบให้แบนครับ แล้วตัดให้กลายเป็นชิ้นผ้าพันคอครับ และก็นำไปคล้องไว้รอบคอเต่า

หลังจากเอา Art Knife แต่งส่วนต่างๆ ให้คมมากขึ้น รวมถึงเอาดินชิ้นเล็กๆ โปะไปตามร่องต่างๆ .. เราก็เอาชิ้นงานไปผึ่งแดด ทิ้งไว้ครับ
ผ่านไป 1 คืน
เมื่อชิ้นงานแข็งตัว มันจะมีรอยปริเล็กน้อยครับ เนื่องจากการหดตัวของสสาร ก็ให้แก้โดยการเอาดินชิ้นเล็กๆ ที่แช่น้ำไว้ไปลูบแล้วเอานิ้วถูให้เรียบ
จากนั้นก็มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับระบายสีกันบ้างครับ โดยใช้ถาดน้ำ พู่กัน 4 เบอร์ สีน้ำ และสีโปสเตอร์ ครับ

การลงสีนั้น เริ่มแรกให้ลงในพื้นที่ใหญ่ๆ ก่อนครับ ในกรณีนี้คือตัวของเต่า โดยเว้นส่วนของรายละเอียดไว้ เช่นผ้าพันคอ ลูกตา หน้าท้อง เป็นต้น
ส่วนลำตัวและแขน ผมเลือกใช้สีเขียวเข้มครับ เนื่องจากภาพเต่าที่ไปหามาเป็นมีลักษณะเขียวแก่ๆ  
พอลงพื้นที่ใหญ่ๆ เสร็จปุ๊บ เราก็เอาพู่กันแหย่เข้าไปตามร่องต่างๆ ครับ เพื่อเก็บรายละเอียด

เนื่องจากเต่าโดยปรกติแล้วมันไม่ได้สะอาดครับ เลยใช้สีน้ำตาลอ่อน และเข้ม สลับกันลายเป็นร่องรอยของเศษโคลน เศษดิน เพื่อความสมจริงมากขึ้น
จากนั้นก็เอาสีเขียวเข้มไประบายต่อตรงส่วนหัวและคอครับ และก็ใช้สีน้ำตาลแบบเดียวกันแต้มให้เป็นความสกปรกเช่นกัน

พอลงสีส่วนลำตัวและหัวเสร็จแล้ว ก็หันมาลงสีหน้าท้องบ้างครับ โดยใช้สีน้ำตาลอ่อน เข้มระบายไปก่อน
โดยพื้นที่ส่วนกลางจะใช้เป็นสีอ่อน ส่วนขอบรอยตัดกับสีเขียวแก่จะใช้สีน้ำตาลเข้ม
การระบายรอยต่อระหว่างสีเขียวเข้มกับสีน้ำตาลเข้มนั้น ผมทำโดยการไล่สีแบบแห้งครับ
หลักการคือใส่สีทั้งสองแบ่งฝั่งกันไว้บนรอยต่อ แล้วเอาพู่กันแห้ง(อาจจะชื้นนิดๆ) ไปผสมสีทั้งสองบนชิ้นงานนั่นแหละ แล้วไล่โทนไปทั้งสองฝั่ง
ผลที่ได้คือในรูปล่างซ้ายครับ สีจะไล่จากเขียวแก่มาน้ำตาลอ่อนได้อย่างลงตัว
แล้วก็ทำแบบนี้ทั้งสองข้างครับ ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาดังในรูปล่างขวาฮะ 

จากนั้นก็หันมาลงสีส่วนกระดองบ้างครับ เนื่องจากกระดองเต่าแล้วปรกติมันจะแบ่งเป็นชิ้นส่วนเรขาคณิตมาต่อๆ กัน
แต่ก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไร ว่าต้องเป็น 6 เหลี่ยมหรือกี่เหลี่ยม การระบายสีนั้นก็ให้ผสมสีไว้ 2 แบบครับคือ สีน้ำตาลเข้ม กับเข้มมากกว่า
โดยเริ่มแรกก็ดังในรูปล่างขวา เราเอาสีน้ำตาลเข้มกว่าระบายเป็นเหลี่ยมๆ ไว้โดยเหลือพื้นที่ตรงกลางของแต่ละชิ้นส่วนเรขาคณิตไว้
จากนั้นก็เอาสีน้ำตาลเข้มมาระบายตรงกลาง แล้วไล่สีให้เข้ากันพอประมาณ ก็จะได้ผลดังรูปด้านล่างซ้าย 

แล้วสุดท้าย เราก็ผสมสีน้ำตาล"เข้มที่สุด"ครับ เพื่อเอามาลากตรงรอยต่อของแต่ละชิ้นส่วนเรขาคณิต และด้านในของกระดอง
รวมถึงเอาสีที่เหลือนั้นไปลบจุดขาวๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้หมด ก็จะได้ผลดังรูปล่างขวานั่นเอง
พอระบายกระดองเสร็จ ผมก็มาระบายปากต่อ.. โดยใช้สีเทาทำเป็นร่องซี่ฟันใช้สีชมพูลากเป็นเหงือก และชมพูโทนส้มวาดเป็นริมฝีมากครับ

วาดปากเสร็จ ก็มาลงรายละเอียดของแปรงสีฟันไฟฟ้าครับ ใช้สีฟ้าและสีน้ำเงินลงเป็นกล่องโยกด้ามแปรง(ดูรูปของจริงได้ใน blog ก่อนหน้านี้ 2 pages)
ส่วนขนแปรงใช้สีเทาเข้มมาลากเป็นร่องขนแปรงฮะ และด้ามแปรงใช้สีเทาอ่อน
พอได้แปรงแล้ว ก็เอาดินสอมาร่างลวดลายของผ้าพันคอลิเวอร์พูลครับ โดยก็เปิดดูรูปไปด้วย ร่างไปด้วย

พอร่างเรียบร้อย ก็เอาสีโปสเตอร์สีแดงมาระบายครับ โดยเหลือพื้นที่สีขาวให้เป็นตัวอักษรและลายต่างๆ
ทั้งนี้ถ้าเกิดว่ามือถือเกิดเสียงเมสเซจดังแล้วตกใจ เผลอระบายสีแดงไปกลบพื้นที่สีขาว ก็สามารถใช้สีโปสเตอร์สีขาวมาระบายแก้ได้ครับ
หลังจากรอสีแดงแห้งแล้ว ก็เอาสีต่างๆ มาลงรายละเอียดให้ครบพอประมาณฮะ
แล้วก็ผสมสีโปสเตอร์ขาวกับสีน้ำเงินให้ได้สีฟ้า แล้วเอามาระบายข้นๆ ที่ฐานไม้ ก็จะได้ผลดังรูปล่างขวานั่นเอง

จากนั้นก็ทำคำพูดกวนๆ ลงไปหน่อย เพื่อให้เจ้าตุ๊กตาเต่าตัวนี้ดูเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น

ก็รอจนสีแห้งสนิทฮะ แล้วก็ไปเอาสเปรย์แลคเกอร์ออกมา เพื่อพ่นให้ตุ๊กตาตัวนี้ทนต่อความชื้นและน้ำมากขึ้น
การพ่นสเปรย์เคลือบนี้ ให้พ่นห่างจากชิ้นงานประมาณ 1 ครับ โดยกดเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ให้ชุ่มตุ๊กตาเกินไป

ทิ้งไว้ให้แลคเกอร์แห้ง จากนั้นก็เอาปากกาเมจิกมาเขียนข้อความลงไปที่ฐานไม้ ว่า HBD (ย่อมาจาก Happy Birthday ครับ)
ก็ถือว่า ของขวัญวันเกิด Hand made ชิ้นนี้ เสร็จเรียบร้อยครับ!Hot (เย้!!)

การเอาไปให้ผู้รับนั้น ก็ไม่ควรแบกตุ๊กตาไปทั้งอย่างนี้ครับ เพราะจะดูลาวมาก
จึงต้องหากล่องที่ขนาดพอเหมาะมาบรรจุ โดยปั้นกระดาษหนังสือพิมพ์หลวมๆ ใส่ก้นกล่องและด้านข้างไว้ เพื่อกันกระแทกครับ

ส่วนรูปด้านล่างนี้ เป็นมุมต่างๆ ของตุ๊กตาตัวนี้ฮะ ถ่ายด้วย 450D เลนส์ canon 28-135 ใช้ speed 1/100 f 5.0 ISO100 ครับ

ก็หวังว่า How to ในครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะเริ่มปั้นตุ๊กตาดินญี่ปุ่นไม่มากก็น้อยนะครับ
สำหรับผู้ที่อยากได้ไว้ครอบครอง แต่ไม่อยากออกแรง ถ้าต้องการจริงๆ ก็ติดต่อผมได้นะครับ ราคาเริ่มต้นไม่แพง 555+
ขอบคุณที่ติดตามครับ!!Wink

4月3日

+แขนกลคนพิการ+

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน!
วันนี้ก็เป็นการอัพเดต blog ตามคำมั่นสัญญาครับ ว่าจะมานำเสนอเรื่องราวของโครงงาน "แขนกลคนพิการ" อย่างละเอียดอีกครั้ง
ซึ่งโครงงานนี้ก็เพิ่งจะไปนำเสนอมาในงาน IRPUS ที่พารากอนฮอลล์ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาครับ
โดยส่วนตัวก็รู้สึกว่าซุ้มที่ได้รับการจัดสรร ค่อนข้างเงียบเหงาไปหน่อย เพราะคนไม่ได้เดินผ่านเยอะมากเท่าใดนักConfused
แต่พอจังหวะจะมีคนเดินผ่าน ก็มักจะมาเป็นกลุ่ม หรือระลอก ทำให้บางทีก็ตอบปัญหาหรือพูดคุยกันแทบไม่ทันเลยครับ( ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ)
อย่างไรก็ดีครับ blog ครั้งนี้ผมก็จะนำเสนอเรื่องราวโดยละเอียดของแขนกลอีกรอบ
เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะพัฒนาต่อหรือหาไอเดีย สามารถอ้างอิงหรือเก็บแรงบันดาลใจเหล่านี้ไปป่น เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยเหลือพี่น้องที่ขาดโอกาสต่อไปฮะHot 

รูปบนซ้าย: ทางเข้างาน IRPUS52 , รูปบนขวา: ผมถ่ายรูปกับชมรมคนม.เชียงใหม่รักสาวแว่น (มันตามมาถ่ายรูปกะสาวคนริมซ้ายครับ 55)


รูปบนซ้าย: ซุ้มของผมในงาน IRPUS ,รูปบนขวา: ถ่ายรูปรวมคนเฝ้าซุ้ม (จากซ้าย) เต่าและผม


รูปบนซ้าย: ซุ้มของผมอยู่ที่ริมสุดของโซนวิทยาศาสตร์สุขภาพ(สีฟ้า) เลยครับ

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา ขอตอบคำถามที่มักจะโดนถามจากหลายทางครับ ว่า "ต่อไปผมจะทำอะไรต่อ?"
มันกลายเป็นบทสนทนายอดฮิต สำหรับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานฮะ ที่มักจะเริ่มต้นการทักทายแบบนี้
สมชาย: "เฮ้ย เป็นไงมั่งวะ ไม่เจอกันนาน"
ผม: "เออ เรื่อยๆ ว่ะ"
สมชาย: "แล้วมึงได้งานที่ไหน"
ผม: "ยังไม่ได้สมัครว่ะ รอเรียนต่ออยู่"
สมชาย: "โอ้ แล้วจะไปที่ไหน?"
ผม: "อ่อ ถ้าไม่อังกฤษ(Imperial) สิงคโปร์(NUS) ก็ไปญี่ปุ่น(ทุน panasonic)ว่ะ"

ก็ขอย้อนความไปคร่าวๆ ครับ ว่าความจริงแล้วผมวางแผนไว้ว่าจะไปเรียนต่อโทที่อเมริกา ด้าน biomimetic robot (หุ่นยนต์ที่เลียนแบบสิ่งมีชีวิต)
โดยตอนนั้นก็สมัคร Berkeley MIT และ UCLA ไปครับ .. ด้วยความหวังว่า SOP ที่พอใช้ กับ Recommend ที่จากอาจารย์สุดเทพ น่าจะถูกตอบรับบ้าง
แต่ผลปรากฎว่า.. ปิ๋วหมดเลยครับ ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะเกรดผมไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นที่สมัคร(3.47) กับ Toefl ที่ยังกลางๆ (ได้ 88 iBT)
ดังนั้นตอนนี้ผมก็เลยกลายเป็นคนที่ตกงาน และไม่มีที่เรียนต่อไปโดยปริยายฮะ 55+Eye-rolling

อย่างไรก็ดีครับ ผมก็ยังเชื่อว่า อะไรที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอในตอนท้าย
ดังนั้นตอนนี้ก็ผมก็คงทำได้แต่เตรียมตัวยื่นมหาวิทยาลัยใน 3 ทวีปที่เหลือ ให้ดีที่สุดเพื่อรอเค้าเรียกนั่นเองครับ
ฟังดูแล้วอาจจะน่าเศร้านะครับ.. แต่ระบบทุนนิยมก็งี้แหละ ก็ต้องสู้กันต่อไปHot

(ต่อไปจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เพื่อให้คนต่างชาติที่กำลังหาแรงบันดาลใจเรื่องได้เข้าใจเนื้อหาด้วยครับWink)
Anyway, it's time to return to our main purpose.
I will inform you all details about my latest project, the prosthetic arm, which I have spent my entire previous semester to accomplish it.
This prosthetic arm is provided for people who is a paralysis, in level of C5 quadriplegia, or amputee.
 In the case of C5 quadriplegia, the patient can not control their limbs below the shoulders and feel nothing.
My inspiration stems from one woman who is a paralysis. She came to the lab for which I had worked to test my prof's device.
She tried to control a cursor on the computer screen to click on a screen keyboard program, and could type only 20 letters in 10 minutes.
I was very much intrigued by this endeavor and I felt that I have to do something to help this lady.
So, the hard riddle is how this patient can manipulate the prosthetic arm to attain and pick up a bottle of water to drink herself.

I searched on an internet and found many solutions that might be suitable for solving this problem.
They are, for example, an EEG, a voice recognition etc.But I then considered about their cost and flexibility of using.
 <The EEG
The EEG is very expensive and not practical since the electrodes used for acquiring signal will be off easily after 2-3 hours. 
Whereas, the voice recognition is not proper for new patient who are injured by an accident, they could not speak or even breathe in themselve.
I, therefore, concluded the best method is a "motion recognition" which receive signal of movement from the patient's head and shoulders.
A 2-axises accelerometer sensor, ADXL202, is attached on the cap to detect the movement of the head in vertical axis.
And a digital compass, CMPS03, is also used for checking patient's head's horizental movement. 

Then, the microcontroller, P89V51RD2, will process and send out signal to control a motor of each arm's joint.
Of course, the close-loop control must be used, the feed-back sensor of the joint is a potentiometer.
An Integrated controller yields  the system attain a steady state faster and it also corrects a rotational speed effectively. 


I chose motors and other mechanical structure carefully, since I want to reduce the cost of this arm to the lowest.
You know, Thai people, especially our target group, have low average income. Then, lower the cost, higher the number of helped patients. 
So I bought only second-hand car's motor (a motor in the picture is car's wiper motor).
Even though those motors are inexpensive, but they rotate very fast and consume high current, up to 10 A, so this is why I used the controller.

After I knew the arm manipulation solution, I then seached for the prosthetic arms which exist in this world, and I found many fantastic arms. 

 
The upper picture is so-called the world's best prosthetic arm, produced by
DEKA company, by Dean Kamen who invented the segway.
Honestly, I know that could only be provided for a rich man or ads, since it cost about almost a million dollars!
(Thai goverment might fund their whole annual budget to afford this invention for 10k outreach disabled)
Hence, let's see my version, it costs only 500 UsD lol Hot

Firstly, I utilized CAD program named CATIA (my faculty purchased the license, wow!) to design the arm.
The advantage of designing in computer is I can test the strength of each part via FEA(Finite Element Analysis),
so I am assured after real manufacturing process and assembling, all of parts will not be broken in normal works.
Besides I will know the limitation of arm's movement and can obtain some parameters to fill in simulation program.   

After accomplishing design section, I manufactured most of the parts myself, but some complex parts I sent to a CNC factory.
And these pictures are the result of my passion..
 
The arm set is attached at the back of a patient's chair. The patient will sit on her seat and wear the sensor cap.
In the right figure, you could see the potentiometer that detect changing of degree of the prosthetic arm.  

The user can choose the program provided for her, control the cursor or prosthetic arm, by nodding her head.
A 2-times nodding will get into cursor control program, the patient will drag the cursor to any direction by
only turns her head into that way. And If she wants to click on some folder, she just lift up her left shoulder.
Also, a 3-times nodding means you want to operate the arm, the controlling is quite complex so I will explain tersely. 
 

A hand is formed of 2 servo motors, one for grasping, another for rotating a wrist.
I suggest to choose a digital servo motor since it very much endures to noise except you don't care water slop over yourself.
A motor at the elbow is also a car second-hand motor, which is normally used for open/close car's door window.


Inside the box is an electronic circuit set. You could see 2 boards located over there.
The large one controls all process of arm manipulation and sensor checking,
whereas a tiny one operates loud speaker, which will inform the patient about current commanding. 
Also, there are 2 shoulder sensor, made of simple limit switch, to detect the lifting up of each patient's shoulder.
For safety, I installed an emergency switch (the red button) for some adverse situation.
when the head movement and the shoulder are mixed together, the many patterns of command will be occured.
For example, if the right shoulder lifts up while the head is turned up, the arm will lift up as well.
But if the left shoulder lifts up while the head is turn down, the arm will retract. 



All in all, there are many outreach disbled who are waiting for our help, not only contribution but also this kind of invention.
So I hope my senior project will benefit and provide you some inspirations to fulfill those people's dream.
For video of this project, I will upload on youtube sooner or later Hot.

โครงงานนี้ก็สำเร็จไม่ได้นะครับ ถ้าขาดผู้สนับสนุนอย่างโครงการ IRPUS ที่ให้โควต้าเงินทุนกับโครงงานแขนกลคนพิการนี้
และจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดแรงบันดาลใจเริ่มต้นอย่างพี่เก๋ ที่จุดประกายให้ผมสนใจที่จะเอาความรู้มาทำประโยชน์ให้สังคมมากกว่าหาเงิน
สุดท้ายก็ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ มานะ ศรียุทธศักดิ์ ที่คอยกระตุ้น และให้ข้อคิดดีๆ หลายต่อหลายอย่างครับWink

ขอบคุณที่ติดตามครับ!
 
3月6日

+นำเสนอ Senior Project+

สวัสดีครับทุกท่าน!
วันนี้ก็เป็นวันที่ผมได้สอบวิชาสุดท้ายเสร็จครับ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ผมได้เรียนจบอย่างสมบูรณ์ในระดับปริญญาตรี(ในกรณีที่ไม่ติด F ตัวไหนนะครับ)
แต่ในความรู้สึกลึกๆ ของผม กลับไม่มีความรู้สึกใจหาย หรือรู้สึกอ้างว้าง หลังจากที่ได้สำเร็จหลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้าแล้วตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบครับ ว่าเป็นเพราะเหตุใด.. ทั้งๆ ที่สมัยตอนจบม.6 ผมมีความรู้สึกแปลกแบบใจหาย กินเป็นเวลาสองเดือนเลยทีเดียว
ก็อาจจะเพราะว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผมอาจจะได้ทำทุกอย่างจนพอใจหมดแล้ว หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะเพราะผมไม่ได้ผูกพันกับมหาวิทยาลัยเหมือนโรงเรียน
เพราะโรงเรียนผมมีที่นั่งประจำตัว มีเพื่อนรอบกายอยู่คุ้นหน้า.. แต่ในมหาวิทยาลัย แต่ละวันก็ต่างกันไป ตามแต่วิชาที่เลือกลงกันตามความสนใจของแต่ละคน
แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นครับ.. เพราะ blog นักประดิษฐ์เราจะนำเสนอเน้นเรื่องวิทยาการล้วนๆ ครับ หึๆๆๆ ใส่แว่น


แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า "senior project" หรือ "โครงงานสำหรับนิสิตระดับชั้นปี 4
อธิบายสำหรับน้องๆ มัธยม.. โครงงานที่ว่านี้ก็คือโครงงานที่นิสิต นักศึกษาระดับชั้นปี 4 ต้องทำทุกคนครับ โดยถือว่าเป็นวิชาหนึ่งๆ มีหน่วยกิตให้
โดยเป้าหมายก็คือ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะเอาความรู้ของตนที่ได้ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปี มาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นผลงานจริงครับ
และปรกติแล้ว วิธีการเลือกหัวข้อโครงงาน ก็จะมี 2 แบบครับ คือ 1.อาจารย์ตั้งไว้ให้นิสิตไปเลือกทำ กับ 2.นิสิตเสนอหัวข้อเอง
จำนวนนิสิตในแต่ละโครงงานก็จะแตกต่างกันไปครับ ตามแต่ขนาดขอบเขตของโครงงาน เช่นทำรถเข็นไฟฟ้าก็ 4 คน แต่ถ้าทำ sim ในคอมก็แค่ 1 คน

สำหรับผมแล้ว ทุกท่านที่ติดตามมาตั้งแต่ blog ก่อนหน้าคงจะทราบครับ ว่าผมได้เสนอหัวข้อโครงงานไป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากผู้ป่วยอัมพาต
แต่เนื่องจากผมได้พบกับแรงบันดาลใจนี้เมื่อยามสาย นั่นคือเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ได้สมัครลงชื่อทำโครงงานต่างๆ ไปหมดแล้วประหลาดใจ
ทำให้กลายเป็นว่า โครงงานที่ผมได้เสนอไปนั้น จะต้องทำเพียงคนเดียว .. เพราะคนอื่นไม่ว่างแล้ว
อย่างไรก็ดี มันก็ทำให้ผมได้พบกับความท้าทายใหม่อีกครั้งครับ คือเป็นการตั้งโจทย์ที่ยากให้กับตัวเอง ว่าจะสามารถผ่านไปได้หรือไม่
และเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ครับ.. ก็เป็นวันที่ผมต้องนำเสนอผลงาน senior project ที่ได้ทำมาตลอดทั้งปี ให้กับคณะกรรมการได้รับฟังครับขยิบตา

ในกลุ่มที่ผมสังกัดอยู่นั้น เป็น lab bioelectronics ของท่านรศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาฯ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน


ท่านรศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ที่ปรึกษาโครงงานผมและเพื่อนๆ ครับ
โดยเพื่อนในก๊วนอาจารย์ที่ปรึกษาเดียวกันนี้คือแก๊งค์ 4 สาวซึ่งได้แก่ ตาว ตาล เต่า แน๊ต และก็ผม ครับ รวมกันเป็น 5 คน
เวลามานำเสนอ ก็เลยได้เวลาที่ติดกันหมดเลยฮะ โดยคนแรกที่เริ่มคือตาล(นกฮูก) ซึ่งเสนอหัวข้อเรื่อง "เครื่องคิดสั่งงานด้วยเสียง"
แต่ทว่าเนื่องจากกล้องถ่ายยรูปยังอยู่กับผมที่บน lab เลยเป็นคนเดียวที่พลาดไม่มีรูปถ่าย (เสียใจด้วย)   

หลังจากผมวิ่งมาที่ห้องนำเสนอโครงงาน ก็พบว่าคุณตาวกำลังนำเสนออยู่ครับ เกี่ยวกับ "เครื่องเตือนแผลกดทับ"

รูปบนซ้าย ตาวขณะกำลังนำเสนอผ่าน ppt ส่วนรูปขวาขณะทดสอบให้กรรมการดู
สำหรับเครื่องเตือนแผลกดทับของตาวนั้น ก็ใช้ Pressure sensor เป็นตัวตรวจวัดครับ
อาศัยหลักการที่ว่า พอผู้ป่วยนอนบนเตียงลมแล้ว ก็จะมีความดันของลมค่าหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำหนัก เครื่องก็จะจำค่าไว้
แต่เมื่อไหร่ที่ผุ้ป่วยนอนค้างอยู่ตำแหน่งเดิมนานเกินไป เช่น 1-1.5 ชั่วโมง อันอาจก่อให้เกิดแผลกดทับเกิดขึ้น เครื่องก็จะส่งเสียงเตือนครับ
เพื่อให้พยาบาลหรือคนดูแลมาขยับท่าทางให้เลือดได้ไหลเวียนฮะ 


คณะกรรมการลุ้นกันใหญ่ครับ

หลังจากนั้นก็ถึงคราวของคุณเต่าครับ ซึ่งเสนอหัวข้อเรื่อง "แปรงสีฟันไฟฟ้าสำหรับผู้พิการแขน"
สำหรับโครงงานนี้ก็มักจะโดนถามอยู่เรื่อยครับ ว่ามันต่างอะไรกับแปรงสีฟันไฟฟ้าที่มีขายตามท้องตลาด
คำตอบก็คือ มันเป็นแปรงที่ตอบสนองต่อแรงกดครับ คือหากผู้พิการต้องการแปรงให้แรงขึ้นก็ยื่นหน้าเข้าไปอีก
ระบบก็จะวัดได้และสั่งให้มอเตอร์แปรงแรงยิ่งขึ้นอีก.. โดยอาศัยอุปกรณ์ tachometer ที่ติดไว้นั่นเอง


รูปซ้าย เต่าขณะกำลังนำเสนอ ส่วนรูปขวา เต่าขณะกำลังงานเข้า

หลังจากคุณเต่านำเสนอเสร็จ ก็ถึงตาของคุณแน๊ตครับ ซึ่งมาพร้อมกับโครงงาน "คีย์บอร์ดเพื่อผู้ป่วยแขนอ่อนแรง"
คำว่าแขนอ่อนแรงก็คือ เป็นปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อแขนฮะ ที่ไม่สามารถจะยกมือขึ้นมาพิมพ์คีย์บอรืดได้เหมือนๆ กับคนปรกติทั่วไป
ทำให้เกิดโครงงานที่จะสร้างคีย์บอร์ดพิเศษ ที่มีเพียง 7 ปุ่มหลัก และปุ่มเลือกภาษาและปุ่ม caps lock เพื่อให้ใช้มือข้างเดียวพิมพ์ได้โดยไม่ต้องยกแขน
ซึ่งแน๊ตก็ทำออกมาได้สวยผิดกับหน้าตาเลยทีเดียวครับ (ฮี่ๆ)

รูปซ้าย คีย์บอร์ดพิเศษของแน๊ต รูปขวา แน๊ตขณะกำลังนำเสนอ
ซึ่งแนวคิดของหลักการของคีย์บอร์ดนี้ก็คือ ในภาษาไทยและอังกฤษนั้นจะมี "ตัวอักษร" ที่ใช้บ่อยอยู่เป็น rank ครับ
เช่นภาษาอังกฤษก็คงหนีไม่พ้น a e i o u เป็นต้น ซึ่งเป็นสระที่มักจะมีในเกือบทุกๆ คำของคำอังกฤษ
ดังนั้นการกดแป้นคีย์บอรืดพิเศษนี้ การกดแต่ละแป้นก็จะได้คำที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด
ส่วนตัวอักษรอื่นๆ เช่น  b f x ฯลฯ ก็อาจจะต้องกดสองปุ่มพร้อมกัน หรือ สี่ปุ่มพร้อมกันตามโค้ด คือยิ่งมีโอกาสเจอน้อยก็กดยากขึ้นนั่นเองครับ


รูปซ้าย ผ่อนคลายหลังนำเสนอ รูปขวา แน๊ตกำลังทดสอบให้คณะกรรมการดู

แล้วก็มาถึงรอบของผมครับ ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของรอบเช้าวันอังคารที่ 3 มีนา ใส่แว่น
โดยเริ่มแรกผมก็สวัสดีทักทาย และทำการเปิด slide power point ก่อนครับ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการ
เพียงแต่ว่า ในการเปิด slide ครั้งนี้ ผมไม่ได้ใช้มือควบคุมเม้าส์หรือคีย์บอร์ดครับ
แต่ใช้แค่ "ศีรษะ" และ "หัวไหล่" ควบคุม cursor บนจอ เพื่อเปิด slide ฮะ


รูปด้านบน สังเกตว่าผมเอามือไว้ใต้โต๊ะเลยครับ ใช้แต่การขยับศีรษะและหัวไหล่ควบคุม cursor บนจอคอม



เพื่อมิให้ทุกท่านสงสัยไปมากกว่านี้... ผมขอตัดเข้าสู่ช่วง "ทำได้ไงวะเนี่ย?" สักครู่หนึ่งครับ ใส่แว่น 


ทำได้ไงวะเนี่ย?
อย่างที่ทราบครับ ว่าโครงงานของผมที่มีชื่อว่า "แขนกลคนพิการ" นั้น ตั้งใจทำให้พี่เก๋ซึ่งเป็นอัมพาตทั้งตัว ขยับได้แค่ศีรษะและหัวไหล่

อยากให้ลองนึกสภาพตัวท่านเองครับ ว่าถ้าไม่มีแขนขา มีแค่ศีรษะและหัวไหล่ที่ขยับ ทำงานได้ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร??
คงเป็นอะไรแบบนี้ครับ >>


คุณก็คงจะเจอปัญหาว่า ถ้าอยากหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เปิดคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งบริหารขยับแขนตนเองกันพังผืดในข้อต่อ จะทำอย่างไร?
คำตอบก็คือ ใช้ส่วนที่ยังพอขยับได้ที่เหลือ ให้เกิดประโยชน์ครับ นั่นคือ ศีรษะ และหัวไหล่ (อาจจะมีเสียงพูด และการขยับใบหน้าด้วยในอนาคตครับ) 
สิ่งที่ผมทำก็คือ ติด sensor วัดการเคลื่อนไหวของศีรษะไว้ที่หมวกครับ แล้วสวมเจ้าหมวกนี้ไว้
โดยใช้ตัววัดความเร่งสองแกนเบอร์ ADXL202 วัดการผงกหน้าขึ้นลง และ Digital compass เบอร์ CMPS03 วัดการหันหน้าซ้ายขวา
ส่วนที่บริเวณไหล่ ผมก็ติดก้านพลาสติกต่อไปยัง limit switch ไว้ที่หัวไหล่ทั้งสองข้างตามรูปด้านล่างครับ

รูปซ้าย sensor ที่ติดไว้บนหมวก รูปขวา ขณะทดลองเอาทั้งระบบมาสวมใส่
ซึ่งเมื่อวัดค่าออกมา ก็จะได้กราฟดังรูปด้านล่างครับ ในส่วนของการหันหน้าไปทางซ้าย และการพงกศีรษะ 1 ที

ในการควบคุมนั้น ผมใช้การติดต่อผ่าน RS232 จาก microcontroller เบอร์ P89V51RD2 ไปยังคอมพิวเตอร์
การคลิกเมาส์นั้นทำให้จากหัวไหล่ซ้ายขวา คลิกซ้ายก็ไหล่ซ้าย คลิกขวาก็ไหล่ขวาเป็นต้น
ส่วนการขยับ cursor ไปมาตามแกน x y ก็ใช้การขยับศีรษะขึ้นลงซ้ายขวานั่นเองครับ



หลักจากผมนำเสนอ slides ด้วยการขยับหัวในส่วนของวัตถุประสงค์ ที่มา เนื้อหา และหลักการ แล้ว
ก็มาถึงช่วงทดสอบแขนกลคนพิการ ต่อหน้าคณะกรรมการครับ




ความจริงแล้วการควบคุมแขนกลครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกครับ เพราะก่อนหน้านี้ ผมก็แอบทดสอบระบบมาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 11 กพ 52 ที่ห้องชมรม
ซึ่งในการทดสอบคราวนั้น ผมก็โดนแขนกลฟาดไปสองทีจนผมเกือบพิการครับ เนื่องจากโปรแกรมยังไม่สมบูรณ์กลอกตาไปมา
และหลังจากแก้ปัญหาต่างๆ อยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถแก้ปัญหา bug จุดต่างๆ ได้ดีมากขึ้นครับ

ภาพวันที่ 11 กพ 52 ขณะที่ผมกำลังทดสอบแขนกลครั้งแรก

หลังจากผมเสร็จสิ้นการนำเสนอ ก็ดูเหมือนว่าคณะกรรมการจะพึงพอใจทั้ง 5 โครงงานครับ ที่พวกเราได้ทำ
อย่างที่สังเกตครับ ว่าทุกโครงงานของพวกเรานั้น จะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้พิการ หรือผู้ป่วยอัมพาตเป็นหลักครับ
ทั้งนี้ก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากท่านอาจารย์ที่ปรึกษาของเรานั่นเอง (ท่านทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการมาตลอดฮะ)
และในช่วงอาทิตย์ถัดไปนี้ พวกเราก็จะเดินทางไปโรงเรียนสอนคนตาบอดครับ เพื่อไปดูว่าเขาขาดเหลืออะไรอีก
และท้ายที่สุด ก็ต้องขอขอบคุณโครงการ IRPUS ที่ให้ทุนสนับสนุนพวกเรา ทำโครงงานให้สำเร็จลุล่วงมาได้เป็นอย่างดีครับ



สำหรับในส่วนอื่นๆ เช่นวงจรไฟฟ้า หรือส่วนของโครงสร้างเครื่องกลนั้น ผมขอยังไม่นำเสนอครับ
เพราะว่าผมยังมีอีกงานหนึ่งที่ต้องทำ คือนำแขนกลนี้ไปจัดแสดงในงาน..
IRPUS ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2552 ณ พารากอนฮอลล์
ซึ่งผมก็คงจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ 20 วันนี้ ปรับปรุงและพัฒนารายละเอียดส่วนต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น
โดยหวังว่าเมื่อถึงที่งานพารากอน เจ้าแขนกลนี้น่าจะหยิบแก้วน้ำได้ เพื่อทำให้ผู้ที่เป็นอัมพาตทั้งตัวหยิบน้ำมาดื่มเองได้
และหลังจากมันสมบูรณ์แล้ว ผมก็จะค่อยมาแบไต๋ทีเดียวครับ ว่าอะไรทำอย่างไร

นอกจากโครงงานแขนกลฯ ของผมแล้วครับ.. ก็มีโครงงานเครื่องคิดเลขสั่งงานด้วยเสียงของคุณตาลด้วยฮะ ที่จะไปนำเสนอ
ก็ขอเรียนเชิญครับ ท่านใดที่สนใจจะไปเยี่ยมชมผลงานจริงๆ ของพวกเรา.. ก็ไปพบกันได้ครับ ที่ช่วงเวลาดังกล่าว

ขอบคุณที่ติดตาม แล้วเตรียมตัวพบกันครับ! ใส่แว่น

2月3日

+วันนักประดิษฐ์แห่งชาติ 2552+

สวัสดีคร้าบ!
นับว่าอัพเดตเฉลี่ยเดือนละหนึ่งครั้งเลยทีเดียวครับ สำหรับ blog นักประดิษฐ์อิสระนี้ 55
ซึ่งสำหรับวิถีการใช้ชีวิตของผมแล้ว ย่อมจะมีเรื่องที่จะมานำเสนอมากกว่านี้แน่นอนครับในแต่ละเดือนHot
แต่ด้วยเหตุที่ผมไม่ค่อยมีเวลาเท่าใดนัก เพราะกว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จในแต่ละวันก็เกือบ 1 ทุ่มแล้ว
แถมยังต้องไปออกกำลังกายด้วยการตีเทนนิสเกือบทุกวัน ทำให้กว่าจะกลับถึงบ้านแต่ละวันเฉลี่ยก็สี่ทุ่ม
จึงเป็นข้อแก้ตัวเล็กๆ น้อยๆ ครับ.. ว่าท้ายที่สุด การอัพเดตเดือนเฉลี่ยละ 1 ครั้งจะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมกับผมเหลือเกินฮะTongue out


เดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากจะมีวันหยุดเยอะแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีสำหรับผม
นั่นก็เพราะ เป็นช่วง "วันเกิด" นั่นเองครับ ฮูเร่! Party
ก็จัดเป็นปีที่ 3 ครับ สำหรับการใช้ชีวิตที่มีเลขอายุเป็น 2 นำหน้า (สรุปคืออายุ 22 ครับปีนี้)
ซึ่งกิจกรรมในวันเกิดนั้น ก็ไม่ต่างจากทุกปี คือไปทำบุญร่วมกับเพื่อนๆ ที่เกิดช่วงใกล้ๆ กันที่วัดปทุมฯ เจ้าเก่า
และก็ได้อธิษฐานตั้งจิตมั่น ว่าครึ่งปีแรกนี้ จะต้องทำโครงงานแขนกลฯ ให้สำเร็จลุล่วงดีที่สุดครับWink

ใช่แล้วครับ blog วันนี้ ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวที่ผมไปเดินชมนิทรรศการ "วันนักประดิษฐ์ 2552" มาครับ
งานนี้ก็จัดที่ อิมแพค เมืองทองธานี ครับ มีตั้งแต่ วันที่ 2-5 ก.พ.2552 
ดังนั้นท่านใดที่เข้ามาดู blog นี้แล้วยังทันอยู่ ก็ขอให้รีบปิดคอมแล้วไปเลยนะครับ (ก่อนที่จะโดยสปอยHot)

ขอเกริ่นเล็กน้อยครับ ว่างานนักประดิษฐ์นี้ เป็นอีกหนึ่งงานที่ผมมักจะไปประจำทุกปีครับ ช่วงเวลาก็ราวๆ นี้
เพราะว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทางราชการจัดให้เป็นวันนักประดิษฐ์ครับ.. เกิดจากในหลวงทรงได้รับสิทธิบัตรกังหันน้ำชัยพัฒนาฮะ
ซึ่งถ้าเทียบงานลักษณะเดียวกัน ในแต่ละปีก็จะมีงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์(ราวเดือนสิงหา) และงานเทคโนมาร์ท(ราวเดือนตุลา) ครับ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ หากท่านพลาดงานนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจครับ สามารถไปได้อีกในงานหน้าฮะ

เอาล่ะครับ ต่อไปนี้จะเริ่มนำเสนอแล้วฮะ..
จัดท่านั่งให้สบาย... แล้วไปพร้อมกันเลยครับHot


เริ่มแรกด้วยขาเทียมคนพิการ
ขาเทียมรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มูลนิธิขาเทียมร่วมกับมช.เป็นผู้จัดทำครับ ใช้ระบบการเหวี่ยงขาด้วยกลไกทางเครื่องกลดังรูปกลาง เพื่อให้ขาดีดกลับมาคอยค้ำยันใหม่
ซึ่งในรูปซ้ายสุดจะสังเกตเห็นว่า ขาเทียมนี้มีหลายแบบครับ ขึ้นกับว่าผู้พิการนั้นมีส่วนที่ขาดไปมากน้อยเพียงไร
ส่วนเบ้าที่เอาไว้สวมกับขานั้น ใช้ระบบสุญญากาศครับ คือสวมเข้าไปที่ขาแล้วมันจะแน่นและฟิตเอง
ผมก็ลองยกขาเทียมดู พอประมาณได้ขาๆ หนึ่งหนัก 2-3 กิโลกรัมได้ฮะ จึงไม่น่ามีปัญหากับระบบการสวมด้วยสุญญากาศ
โดยผมก็สอบถามผู้เฝ้าซุ้มครับ ว่าปรกติแล้วคนที่จะใช้ขาเทียมเนี่ย เค้าไปทำอะไรมาถึงขาขาด
เค้าก็บอกว่า อาจจะเป็นทหารตำรวจที่เหยียบกับระเบิด บางคนที่ใช้ก็เพราะอุบัติเหตุ
แต่ที่เค้าบอกว่ามักจะเจอบ่อยๆ ก็คือเป็นโรคเบาหวานครับ... คือพอเป็นแล้วรักษาไม่ทัน ก็ต้องตัดขาทิ้ง Crying
ดังนั้นท่านใดที่มีความเสี่ยงเรื่องโรคเบาหวาน (เช่นผมเป็นต้น) ก็ต้องระมัดระวัง ไปตรวจสุขภาพบ่อยๆ นะครับ

ซึ่งเค้าก็มีให้ร่วมบริจาคเงิน จัดสร้างขาเทียมให้ผู้ที่ไม่สามารถซื้อได้.. ท่านใดสนใจก็ลองเข้าไปตาม link มูลนิธิขาเทียม นะครับ
(ส่วนในรูปด้านขวา เป็นรูปที่กำลังทดสอบการรับแรงของขาเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ครับ)

 
ถัดมาผมก็ไปเดินดูกลุ่มค่ายนักประดิษฐ์ครับ คือเป็นโครงการที่ให้ทุนนักเรียนประดิษฐ์โครงงานต่างๆ แล้วมานำเสนอ
ตัวอย่างด้านล่างนี้ก็เป็นโครงงานเกี่ยวกับถั่วกาลาแปครับ.. น้องเค้าบอกว่า เป็นถั่วของทางเหนือ (ผมเกิดมาก็เพิ่งเคยพบเนี่ยแหละครับ)
เค้าก็เอาถั่วที่ว่านี้มาบดครับ แล้วผสมน้ำ และกวนไปเรื่อยๆ จนทดสุดท้ายมันก็จะเหนียวแล้วเอามาปั้นเป็นภาชนะได้ดังรูปด้านขวาครับ
ข้อดีของภาชนะแบบนี้ก็คือ มันสามารถทานได้ครับ..
จะเห็นว่ากระจาดในรูปด้านขวาก็มีให้ทดลองชิม แต่ผมไม่มั่นใจความสะอาดมือตนเองตอนนั้น เลยไม่ขอชิมดีกว่าครับ 55 
 
เดินไปอีกหน่อย ก็ไปเจอกับโครงงานยอดฮิต ที่มักจะถามบ่อยๆ ในเว็ป sudipan .. นั่นคือราวตากผ้าแบบเก็บผ้าอัตโนมัติครับ
รูปด้านซ้ายคือสิ่งที่มักจะถามกัน ว่าเอาอะไรเป็นตัวตรวจรู้(sensor) ดี บ้างก็ว่าใช้ตัววัดความชื้น บางก็ใช้เส้นผม
แต่ที่ง่ายที่สุดคือกัดแผ่น print เป็นลายแบบนี้ครับ คือให้เป็นแนวทองแดงที่มีช่องว่างนิดหน่อยระหว่างกัน แต่พอน้ำฝนหยดใส่ก็จะกลายเป็นวงจรปิด
ส่วนรูปด้านขวาคือระบบจำลองทั้งหมดครับ ใช้มอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนขับฮะ (ความจริงเค้าเอาของจริงที่ทำมาแสดงด้วย แต่ผมลืมถ่ายยมาให้ชมครับ)
  
 
มาดูอีกสองโครงงานครับ รูปซ้ายคือระบบเติมน้ำสุญญากาศ คือมีหม้อลมอยู่ซึ่งสูบอากาศออก
แล้วพอเอาเจ้าหัวเติมไปอุดที่ปากขวด ก็จะทำให้ขวดมีความดันอากาศต่ำลง น้ำจากอีกหม้อนึงซึ่งเปิดอ้าไว้ ก็จะไหลเข้ามาแทนจนเต็มครับ
ส่วนรูปด้านขวานั้น เป็นถังเก็บน้ำที่เอาข้อดีของภาชนะดินเผามาใช้ คือสามารถเก็บรักษาความเย็นได้ดี
ภายในไหนั้นก็จะบรรจุหินไว้ด้วยครับ เอาไว้ดูดความร้อนออกจากน้ำ.. ทำให้น้ำในถังนี้จะรักษาความเย็นไว้ได้นานฮะ 

 
จากนั้นก็เดินต่อครับ ไปเจอการสาธิตถ้วยกันน้ำฝนไหลหยดลงพื้นครับ ซึ่งน้องเค้าติดไว้ที่ปลลายร่มนั่นเอง
ดูจากภาพแล้วอาจจะนึกว่า เฮ่ย! แค่เอาขวดน้ำมาตัดแล้วใส่ ไม่เห็นยาก.. แต่ที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือกระบวนการคิดแก้ปัญหาครับ ว่าง่ายดีจริงๆ
ซึ่งการแก้ปัญหาน้ำฝนหยดลงพื้นเมื่อหุบร่มเนี่ย มันก็แก้ได้หลายแบบใช่ไหมครับ.. บางคนอาจจะเอา heater ไปใส่ที่ร่มให้น้ำระเหย หรือใส่ผ้าซับ
แต่การแก้ปัญหาที่ดีจริงๆ นั้น ควรจะแก้ให้ง่ายที่สุดครับ ถึงจะดูฉลาดที่สุด .. นั่นก็คือ หาอะไรมารองมันเลยดีกว่าHot
หรืออย่างรูปกลางครับ น้องที่ทำโครงงานอยากทำเครื่องเช็ดกระจกในที่สูง เนื่องจากให้พนักงานปีนขึ้นบันไดไปมันเสี่ยงตกลงมา
ครั้งทำแขนยื่นขึ้นไปแล้ว นึกไม่ออกว่าจะหาวัสดุอะไรมาทำเป็นผ้าเช็ดดี ก็เลยใช้ "หนังสือพิมพ์" ที่เห็นเค้าใช้กันประจำซะเลย 55+

ส่วนรูปขวาสุด เป็น "เครื่องเตือนภัยในห้องสมุด" ครับ
ภัยในห้องสมุดนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก "เสียงดัง" ครับ.. เข้าใจว่าน้องที่ทำโครงงานคงรำคาญเพื่อนที่มักจะเฮฮากันในห้องสมุดมาก เลยเกิดไอเดีย
อุปกรณ์ก็คือตัววัดความดังเสียงครับ ใช้ไมค์ขนาดเล็กธรรมดา แล้วเอามาประมวลผลครับ ว่าเสียงดังเกินขีดที่ตั้งไว้รึเปล่า
ซึ่งถ้าเกิน ก็จะมีไฟหวอหมุนส่องสว่าง หรืออาจจะมีลำโพงส่งเสียงเตือน แถมยังมีกล้องเอาไว้ให้บรรณารักษ์ดูตัวการผุ้ส่งเสียงดังด้วยครับ
 
ต่อมาก็เป็นแนวคิดของการปรับความสว่างภายในบ้านครับ คือไปควบคุมม่านให้เปิดปิดตามปริมาณแสงภายนอก
เชื่อว่าทุกท่านอาจจะเคยได้ยินกระจกไฟฟ้าครับ คือเมื่อมีแสงมากก็จะกระตุ้นให้ของเหลวภายในชั้นกระจกเรียงตัวให้แน่นขึ้น ส่งผลให้แสงเข้ามาน้อยลง
แต่น้องกลุ่มนี้ไม่เอาครับ มาปรับที่ม่านดีกว่า.. ถูกกว่า แถมง่ายกว่าด้วยครับ.. นับว่าเข้าใจคิดดีเหมือนกัน
ซึ่งกลไกก็คือหมุนม่านแบบที่คนเราเอามือชักเชือกเปิดปิดม่านปรกติเลยครับ เพียงแต่ใช้มอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนมาหมุนแทน
 
 
พอใกล้จะหมดกลุ่มค่ายนักประดิษฐ์ ก็มาเจอโครงงาน solar tracker ครับ
โครงงานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโครงงานที่มีประโยชน์ เนื่องจากพลังงานทดแทนกำลังมีบทบาทขึ้นอย่างมากทุกวัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แสงแดด" .. รู้สึกว่าประเทศไทยจะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกครับ ที่เป็นประเทศที่มีแสงแดดโดยเฉลี่ยแล้วมาก
ซึ่งถ้าผมมีเงินสักพันล้าน ก็กะไว้ครับว่าจะเอาไปทำโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ที่แถวๆ ภาคอีสานของไทยครับ(เพิ่งไปอุบลฯ มาครับเดือนก่อน.. เหมาะมากฮะ)
ระบบหมุนแผงเซลล์สุริยะตามดวงอาทิตย์นี้ ก็คุยกับเพื่อนภาคเครื่องปี 4 ที่ทำโครงงานนี้ครับ เขาบอกว่ามีอยู่ 2 ระบบ คือหมุนตามแสง กับหมุนตามเวลา
แบบที่หมุนตามแสงก็คือระบบนี้ครับ ในรู)ด้านขวาจะเห็นหลอดอยู่ 5 หลอด ซึ่งภายในก็มี LDR อยู่.. เอาไว้ดูความเข้มแสง
อัลกอริทึมของน้องเค้าก็ไม่มีอะไรมากครับ คือแสงตรงหลอดไหนมาก ก็หมุนไปที่ตำแหน่งนั้นเลย
แต่ที่น่าจะปรับปรุงเล็กน้อย ก็คือน้องเค้าใช้แค่ limit switch ครับ ที่จุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด คือตั้ง offset แล้วหน่วงเวลามอเตอร์เอา
โดยผมก็เสนอไป ว่าน่าจะเอา potentiometer ติดไปอีกหน่อย เพื่อจะได้วัดตำแหน่งอย่างแท้จริงของแผง.. ซึ่งเค้าก็บอกว่าจะเอาไปพัฒนาต่อครับ
 
 
เดินต่อครับ.. ผมก็ไปพบกับบันไดอลูมิเนียมธรรมดาๆ
ทว่าที่ขาแต่ละข้างนั้น กลับมีกลไกอยู่ครับ คือขาแต่ละขาสามารถปรับระดับได้
จากที่เห็นในภาพครับ เจ้าของผลงานก็เอากล่องไว้มาวางให้ดูว่า นี่ ขนาดพื้นไม่เท่ากันขนาดนี้ ยังไม่เป็นไร
ซึ่งก็นับได้ว่า น่าจะเป็นการแกก้ปัญหาให้กับช่างหลายๆ คนครับ ทที่จะต้องคอยไปหาแผ่นไม้แผ่นกระดาษมายัดใต้ขาให้บันไดไม่โคลง
และกลไกที่เขาใช้นั้นก็เป็นระบบล๊อคอย่างง่ายๆ ครับ.. ซึ่งน่าจะเอาไปประยุกต์ใช้กันได้ทุกคน (แต่ไม่ทราบว่าเค้าจดสิทธิบัตริแล้วหรือยังนะครับ เหอๆ) 
 
 
ถัดมาอีก 3 รูปครับ รูปบนซ้ายคือตู้ยาสำหรับคนตตาบอดครับ ที่ฝาตู้จะมีอักษรเบลล์พิมพ์ไว้ ให้คนตาบอดที่กำลังป่วยมาเลือกยาชนิดต่างๆ ได้
นอกจากนี้เพื่อความแน่ใจ เวลาเปิดตู้ก็จะมีเสียงบอกชื่อยาและสรรพคุณด้วยครับ ดังนั้นจะคนตาบอดหรือคนตาที่หลับตาหยิบ ก็สามารถเลือกยาได้ถูกครับ
ส่วนรูปบนขวานั้นเป็นรถเข็นคนพิการแบบ outdoor ครับ จะลุยไปไหนก็ได้ ฝนตกก็ไม่ต้องกลัว แถมมีโต๊ะ lecture ให้เอาไว้ใช้เขียนด้วย
ซึ่งจากข้อสังเกตของผม รู้สึกว่ารถเข็นคนพิการไฟฟ้านี่จะมีอยู่หลายโครงงานเลยทีเดียวครับ จัดได้ว่าแต่ละค่ายก็ต้องการสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้คนพิการทั้งนั้น
ส่วนรูปด้านล่างที่เป็นเตาไมโครเวฟ เป็นเตาสำหรับผู้ที่พิการทางสายตาแต่ไม่บอดสนิทครับ คือจะมองโลกเห็นเป็นภาพจางๆ (รักษาไม่หาย)
ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยเค้าก็เลยเอาแนวคิดแถบสีสว่าง มาติดไว้กับอุปกรณ์เครื่องครัว เพื่อให้ผุ้พิการทางสายตาดังกล่าวเห็นขอบโต๊ะ เห็นขีดอะไรชัดขึ้น
รวมไปถึงการออกแบบตู้ก็ต้องเป็นแบบเลื่อน(ถ้าเป็นบานพับคนตาบอดอาจเดินชนได้) หรือโต๊ะก็ต้องเป็นขอบมนๆ เป็นต้น
ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ที่ม.มหิดลก็ได้มีการสร้างครัวต้นแบบสำหรับผู้พิการทางสายตาขึ้นแล้วครับ  
 
 
ส่วนรูปล่างนี้อยากให้เดาก่อนครับ ว่าคืออะไร...
เฉลยครับ รูปบนนี่คือกับดัก "เสือ" ที่เอาไว้ดักเสือมาติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณเพื่อการศึกษาครับ
ซึ่งทางผู้เฝ้าซุ้มก็บอกว่า ปัจจุบันนี้ได้เอาไปใช้ที่ห้วยขาแข้ง และสามารถดักเสือโคร่งมาติดอุปกรณ์ได้ 7 ตัวแล้ว
โดยการศึกษาก็จะออกแนว การดูเส้นทางการเดินทางของเสือ หรือการครองอาณาเขตของเสือโคร่งด้วยครับSurprised
 
รูปล่างนี้เป็นเครื่องกวนสัญญาณโทรศัพท์ครับ ที่เอาไปใช้ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง
(ผมขออธิบายโดยใช้ความรู้ไฟฟ้าสื่อสารหน่อยแล้วกันครับHot)
เจ้าเครื่องนี้ก็สามารถสร้างคลื่น 800 900 1800 1900 2100 Mhz ซึ่งเป็นคลื่นสัมปทานของเครือข่ายโทรศัพท์ต่างๆ ที่ใช้กันครับ
ซึ่งเวลาเค้าจะกู้ระเบิด ก็จะเอาเจ้าเครื่องนี้ส่องไปยังเป้าหมายครับ อาทิเช่นรถจักรยานต้องสงสัย 
โดยเสาอากาศที่ใช้นี้เป็นแบบ directional ครับ คือส่องไปอย่างมีทิศทาง ดังนั้นทหารที่อยู่ด้านหลังเครื่องจึงโทรคุยกับหัวหน้าได้ปรกติ
กำลังส่งของเครื่องนี้ค่อนข้างสูงครับ คือ 15W. และส่งคลื่นออกไปเต็มๆ ไม่มีการ modulate ใดๆ
ดังนั้นโทรศัพท์จุดชนวนที่อยู่ภายในรถจักรยาน ก็จะเห็นแต่สัญญาณ jamming นี้ครับ.. ซึ่งคนวางระเบิดจะโทรเท่าไหร่โทรศัพท์ก็ไม่ทำงานซะที
บางคนหัวหมอ บอกว่างั้นใช้รีโมทความถี่อื่นดีกว่า เช่นเอารถกระป๋องมาแกะ ทำเป็นวงจรจุดชนวน
ซึ่งทางผู้ผลิตก็รู้ทันครับ เลยผลิตเครื่อง jamming ความถี่วิทยุอื่นออกมาด้วย ซึ่งใช้หลักการเดียวกันครับ
 
 
จากนั้นผมก็ไปเดินโซนสิ่งประดิษฐ์จากต่างประเทศครับ พบว่าซุ้มส่วนใหญ่มีแต่โปสเตอร์ครับ ไม่ค่อยมีผลงานหรือคนเฝ้าเลย
ทำให้บรรยากาศคนที่มาเดินในโซนนี้โล่งมากครับ ซึ่งผมก็ขี้เกียจเดินอ่านโปสเตอร์เสียด้วย เลยไม่ขอนำเสนอในส่วนนี้ครับ
แต่อย่างไรก็ดี เดินไปเดินมาในโซนนี้ก็ไปเจอ น้องออมเข็ม ครับ ซึ่งเป็นรุ่นน้องกน.ที่เตรียมอุดมฯ มารับงานหารายได้พิเศษ
ซึ่งน้องออมบอกว่า กำลังเฝ้าซุ้มให้คนฟิลิปปินส์อยู่ฮะ (ตัวเจ้าของซุ้มไปเดินเล่น) โดยสิ่งประดิษฐ์ของเขาคือ "เครื่องล้างช่องคลอด"
นับเป็นโชคดีของผม ที่น้องออมห้ามไว้ทัน เพราะตอนที่เจอเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ตอนแรก ผมเกือบเอาไปแหย่จมูกซะแล้ว - -"
เพื่อเป็นการแสดงว่ามันสามารถทำได้จริง ก็เลยขอถ่ายรูปน้องออมในมุมที่เอาไปแหย่จมูกแทนแล้วกันครับ ฮ่าๆ Hot
 
 
หลังจากลาน้องออมเรียบร้อย พร้อมกับบอกให้ไปงานคืนสู่เหย้า ผมก็ออกเดินต่อครับ
ก็ไปเจอะกับจักรยานรูปทรงแปลกดังรูปล่างซ้ายครับ ซึ่งเป็นผลงานของคนไต้หวัน.. สังเกตว่าจะมีสองอานครับ
เค้าก็บอกว่า เวลาคนเราขี่จักรยานไปด้วยกันสองคน บนจักรยานปรกติ จะต้องมีคนที่นั่งหน้าอีกคนนึงครับ ทำให้การคุยไม่สะดวก
ดังนั้นหากเอาอานมาวางไว้ข้างกัน คนทั้งสองก็จะสามารถคุยกันได้แบบเห็นหน้ากันครับ (รวมถึงช่วยกันปั่นด้วย)
ส่วนรูปล่างขวาเป็นผลงานของเด็กไทยครับ เห็นว่าแปลกดี ..เวลาขี่จักรยานลุย จะได้จับคันบังคับสองมือได้อย่างมั่นคง
 
หลังจากนั้นผมก็ออกจากโซนสิ่งประดิษฐ์นานาชาติครับ เดินไปซักย่านหนึ่ง ก็ไปเจอะกับขาหยั่ง.. เอ๊ย หุ่นยนต์รูปทรงแปลกๆ
เจ้าหุ่นตัวนี้ไม่มีผู้เฝ้าซุ้มครับ เลยไม่ได้คุยเท่าไหร่ แต่ดูเองแล้วก็เข้าใจว่าคงจะทำอะไรซักอย่างเกี่ยวกับช่องคลอดครับ
คนที่ประดิษฐ์ก็มีอารมณ์ศิลปินครับ จัดท่าทางหุ่นยนต์เป็นท่าคนทรงกำลังสักยันต์ - -" ..แต่ดูแล้วก็ art ดีครับ ถือว่าให้ผ่านHot
แต่ดูจากอุปกรณ์ที่ใช้ ส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์มือสองจากรถยนต์ ทำให้คิดไปเองว่า น่าจะยังเป็นแค่ต้นแบบอยู่ครับ

ต่อมาก็เป็นอะไรที่ใช้พลังงานของโลกให้คุ้มค่าครับ
ทุกท่านคงเคยเจอน้ำฝนที่ไหลลงมาจากรางน้ำหลังคาใช่ไหมครับ ซึ่งคนนี้เค้าคิดว่าน้ำเหล่านี้มันไหลไปอย่างเปล่าประโยชน์ สู้เอามาปั่นไฟฟ้าใช้ดีกว่า
ซึ่งน้ำส่วนที่เหลือจากนี้ ก็ไหลต่อไปยังถังเก็บน้ำครับ เอาไว้ใช้ดื่มอาบต่อไป... ถือว่าใช้พลังงานได้คุ้มค่าจริงๆ ครับ
 
และโครงงานนี้ ก็เป็นงานที่อาจทำให้นักชักหนังตะลุงหลายท่านรู้สึกเหมือนโดนเทียบรัศมี เพราะเขาเอาระบบอัตโนมัติมาชักหนังตะลุงกันแล้วครับ
รูปล่างซ้ายเป็นรูปขณะแสดงครับ ซึ่งจังหวะการพูด แขนขาอะไร ก็เป็นไปตามเสียงบรรยายจากเทป 
ส่วนรูปล่างขวาก็เป็นกลไกหลังฉากครับ หนังตะลุงแท้ๆ ถูกชักด้วยมอเตอร์ขนาดเล็ก เพื่อขยับท่าทางของข้อต่อต่างๆ
ซึ่งเจ้าของผลงานนี้ ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ทำเครื่องเล่นระนาด โดยเอามาเตอร์มาเคาะนั่นแหละครับ
ถือได้ว่าเพลงไทยยุคอนาคต เริ่มจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดงานแสดงแล้ว
แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ยังรู้สึกว่า การฟังนักดนตรีที่เป็นคนมาเล่นสด มันได้อรรถรสมากกว่าการฟังเครื่องจักรเล่นเป็นอย่างแน่นอนครับ Tongue out
(ซึ่งทางเจ้าของผลงานก็มิได้กะจะเอามาทดแทนคนครับ แต่เอาไว้ใช้เป็นสื่อการสอนฮะ)
 
 
ท้ายที่สุด ผมก็รู้สึกได้ว่า สิ่งประดิษฐ์หลายๆ อย่างนี้จะเน้นไปในผลงานเพื่อ "ผู้พิการ" ครับ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นไฟฟ้า ไม้เท้า ฯลฯ
รองลงมา ก็คือโครงงานที่เน้น "พอเพียง" . คือมีราคาถูก ใช้พลังงานทดแทน หรือต่อยอดจากเครื่องจักรที่ขายตามท้องตลาด
ซึ่งผมก็ค่อนข้างประทับใจครับ ว่ายังมีคนอีกหลายคนที่มีแนวคิดเดียวกัน ที่จะเอาความรู้ของตนมาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เขาลำบาก
เพราะประเทศไทยเรายังต้องการ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันครับ ผู้ใหญ่ต้องส่งเสริมเด็ก คนรวยต้องช่วยคนจน หรือคนที่มีแขนขาต้องช่วยคนที่ไม่มี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปสำหรับนักประดิษฐ์.. คือเรื่องของ "การออกแบบ" ครับ
ผมคิดว่ารัฐบาลสมควรที่จะส่งเสริมบุคคลากรด้านการออกแบบ เข้ามาจับมือกับพวกนักเทคโนโลยีเหล่านี้
เพราะต่อให้ผลงานดีเพียงใด แต่ยังคงใช้รอยเชื่อมที่ใหญ่ หรือโครงสร้างที่ดูรกรุงรัง.. มันก็ทำให้ความน่าเชื่อถือดูลดน้อยลงครับ
และสุดท้าย ขอฝากไว้ด้วยรูป "อนาคตของชาติ"
ซึ่งผมไม่อยากให้คำๆ นี้หมายถึงแค่ "เด็ก" หรือ" เยาวชน".. แต่อยากให้มันสื่อถึงคนที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศเรา ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครับWink

1月1日

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ ครับ

สวัสดีคร้าบบ!
ก็เป็นธรรมเนียมไปแล้วครับ ว่าทุกวันขึ้นปีใหม่ ผมจะต้องทำการ์ดอิเล็คทรอนิกส์อวยพรปีใหม่อะไรซักอย่าง
ซึ่งปีนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ที่ผมขอนำเสนอการ์ดอวยพรปปีใหม่ มอบให้กับทุกท่านที่เข้าเยี่ยมชม space นักประดิษฐ์อิสระ นี้
และก็เป็นธรรมเนียมครับ ที่ต้องขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก
ดลบันดาลให้ทุกท่าน ไร้ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ และภัยอันตรายใดๆ
ประสบแต่ความสุขสม ทั้งทางกายและทางใจ หวังสิ่งใด ขอให้ได้ในสิ่งที่หวัง
(ยกเว้นหวังคุณทักษิณกลับมาเป็นายกอีกสมัยนะครับ เดี๋ยวเรื่องไม่จบซะที แหะๆ)
และได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ดีๆ ..ที่จะมาเติมเต็มสีสันในชีวิตของทุกท่าน ในปีฉลูนี้ครับHot


ในปี 2551 ที่ผ่านมา.. ถือว่าเป็นปีที่ผมประสบความสำเร็จในการแข่งขันพอสมควรครับ
ตั้งแต่ต้นปี ที่สามารถคว้าแชมป์หุ่นยนต์เตะฟุตบอลรอบประเทศไทยได้ 
พอมาช่วงฤดูร้อน ก็ได้ฝึกงานที่สุดยอดกับบริษัทมิชลิน และไปแข่งหุ่นยนต์เปตองได้รางวัลที่ 3 ..ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จุฬาฯ ได้รางวัลติดมือจากรายการนี้
กลางปีก็ได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์การแข่งขันหุ่นยนต์ของไทย ที่ไปได้รางวัลชนะเลิศที่ซูโจวกลับมา อย่างที่ทุกท่านทราบดี
ท้ายๆ ปี ก็สามารถร่วมจัดงานนิทรรศครั้งที่ 15 ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และมีความสุขกันทั้งผู้จัดงานและผู้มาเยี่ยมชมงาน
และไม่นานที่ผ่านมานี้ ก็สอบโทเฟิล และสมัครเรียนต่อป.โทที่อเมริกาให้จบสิ้น ทันกำหนด deadline ของเทอม fall

ที่พูดมานี้... ไม่ได้เขียนเพื่อให้ทุกท่านมานั่งอ้วก กับความภูมิใจส่วนตัวของผมนะครับ แหะๆ Hot 
แต่สาเหตุก็คือ ผมพิจารณาแล้วครับ ว่าทุกความสำเร็จที่เผอิญเกิดกับผมในปีที่ผ่านมานี้ ไม่ได้เกิดจากว่าผมเก่งกาจแต่อย่างใด
ทว่าเป็นเพราะว่า ผมมักจะได้รับความช่วยเหลืออย่างมากมาย จากหลายๆ ด้าน.. จะเพื่อนก็ดี จะท่านอาจารย์ก็ดี หรือที่สุดก็คือคุณพ่อของผมเอง
มันจึงเป็นเรื่องจริงครับ ว่าการที่คนๆ หนึ่งจะสามารถทำอะไรได้ยิ่งใหญ่ ไม่มีทางทำตัวคนเดียวได้เลย
ผมจึงขอใช้โอกาสวันขึ้นปีใหม่นี้ ขอบพระคุณทุกท่าน.. ที่ทำให้ปี 2551 ที่ผ่านมาของผมนี้ เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ มากมาย
และขอสัญญาครับ ว่าไม่ช้าก็เร็ว ผมจะต้องหาทางตอบแทน แสดงความขอบคุณ ความช่วยเหลือเหล่านี้ ไม่ทางตรง ก็ต้องเป็นทางอ้อม 
แล้วในท้ายที่สุด ผมก็คงจะทำตามสัญญาที่ผมได้บอกกล่าวทุกท่าน.. ว่าจะกลับมาร่วมพัฒนาประเทศไทยเรา ให้ก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำของเอเซียครับ


ก่อนที่จะจบ blog คราวนี้ ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยความคืบหน้าของ senior project ของผม
หรืออีกชื่อหนึ่ง "แขนกลคนพิการ" ครับ



ความคืบหน้าตอนนี้ โครงสร้างหลักของแขนก็เสร็จแล้วครับ (อย่างที่เห็นในภาพ)
เหลือแต่ออกแบบ "มือกล" ที่จะเอาไว้หยิบจับแก้วน้ำ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถยกมาดื่มได้ครับ
โดยมอเตอร์ที่ใช้นั้น ก็เป็นมอเตอร์มือสองของรถยนต์ จากเชียงกงครับ ตัวละ 300 - 400 บาท
พวกชิ้นส่วนข้อต่อต่างๆ ผมก็สั่งทำซะส่วนใหญ่ มีแค่ส่วนที่เป็น Aluminium กล่องและฉากที่นั่งตัด ยิงรีเวตเอง โดยอาศัย skill หุ่น TPA
ซึ่งในช่วงนี้ ผมก็กำลังนั่งทำส่วนวงจรไฟฟ้าอยู่ครับ บัดกรีก็ใกล้จะเสร็จแล้วครับ.. คิดว่าวันจันทร์หน้าจะไปทดสอบขับมอเตอร์ได้
หลังจากนั้นก็คงจะทำในส่วนของโปรแกรม รับค่าจากการขยับศีรษะ เพื่อมาควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนครับ

จับพลัดจับพลู ฟันธงไปเลยดีกว่าครับ ว่าความคืบหน้าตอนนี้.... 35% ครับ แหะๆ
ซึ่งก็คงต้องขอแก้ตัวครับ ว่าที่ผ่านมา ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเตรียมสอบ toefl เสียมาก เลยไม่ค่อยคืบหน้าในส่วนของโครงงานเท่าไหร่
แต่อย่างไรก็ดี ผมขอรับประกันครับ ว่ายังไม่เคยมีงานไหน ที่ผมทำไม่เสร็จ.. หรือทำเสร็จไปแบบลวกๆ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานนี้.. ถือเป็นงานที่ผมจะได้ช่วยเหลือคนๆ นึง ให้เขากลับมาขยับแขนได้ ตามที่ผมได้รับปากกับท่านอาจารย์มานะ
ดังนั้นผมจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อีก 3 เดือนนี้.. ประดิษฐ์เจ้าแขนกลนี้ ให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ที่ผมจะทำได้ครับWink 

แล้วถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร ว่าจะกลายเป็น IRON MAN ไปหรือไม่ อย่างไร.. ผมจะมานำเสนอเรื่อยๆ ครับ อิๆ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และสวัสดีปีฉลูครับ!!!

10月24日

+จิตรกรจำเป็น+

สวัสดีอีกครั้งครับ พ่อแม่พี่น้องงงงงงใส่แว่น
 
หลังจากไม่ได้อัพเดต blog มานานหลายเดือน ก็ได้มีโอกาสกลับมาเขียนต่ออีกครั้งครับ แหะๆ
เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ก็มีงานเข้ามาเยอะมากมาย ปิดเทอมที่เหมือนไม่ปิด (รวมไปถึงไม่มีอะไรจะมาอัพเดตเหมือนครั้งก่อนๆ เขินอาย)
นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาก็เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนของประเทศไทยเรา
ทำให้เกิดการสูญเสียเลือก เนื้อ อวัยวะ.. และถึงขั้นหักหาญชีวิต ของประชาชนทั้งสองฝักฝ่ายด้วยกัน
ซึ่งดูเหมือนผู้ที่รับเคราะห์ทั้งขึ้นทั้งลง ท่าจะหนีไม่พ้น "ผู้พิทักษ์สันติราษฐ์"
เพราะดูเหมือนจะกลายเป็นหนึ่งในตัวหมากของสัตว์การเมือง ในการใช้ความรุนแรงสลายการชุนนุม
และท้ายที่สุดเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร ก็ขอให้จบลงที่ความสามัคคีของคนทั้งชาติ
และขอให้จบลงท้ายด้วยการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเหมือนดังเดิมเถิดครับ

ปล. blog ครั้งนี้ ขอไว้อาลัยให้ "คุณโบว์" หนึ่งในผู้ประท้วง.. เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านขายยาง ที่ผมมักไปซื้อเป็นประจำในคลองถม
     และขอแสดงความไม่เห็นด้วย กับการใช้ความรุนแรงในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพียงแค่เพื่อเล่นเกมส์การเมืองครับ


กลับจากเรื่องเครียดการเมือง มาดูเรื่องแสนมหัศจรรย์ของชีวิตผมบ้างครับ 555+
อย่างที่ทราบครับ ปิดเทอมตุลาคมนี้ มันเหมือนไม่ใช่ปิดเทอมสำหรับนิสิตชั้นปีสุดท้ายอย่างผม
เนื่องจากกระแสงาน กระแสความรับผิดชอบ ความคาดหวังต่างๆ และรวมไปถึงการเตรียมสอบเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ
จะทำให้ผมล้า... จนไฟความทะเยอทะยานเริ่มมอดลงเรื่อยๆ
แต่อย่างไรก็ดี อยู่มาวันหนึ่ง ผมก็ได้รับคำเชิญชวนจากนายทองอู๋ (ขาประจำ blog) ว่าให้ไป
ทริปสีน้ำ กับมัน 
ทริปสีน้ำ.. เป็นทริปที่จัดโดยชมรมไอเดียของจุฬาฯ ครับ เนื้อหาคือนั่งรถไปยัง "ผาหำหด" จังหวัดชัยภูมิ เพื่อวาดสีน้ำท่ามกลางธรรมชาติ
เท่านั้นเอง ผมจึงตัดสินใจในท้ายที่สุดว่า เจ้าทริปนี้แหละ.. จะเป็นแหล่งเติมพลังงานให้กับผมอีกครั้ง กับการทำงานต่อไปจนจบปีนี้ครับ 555 ใส่แว่น


วันที่ 18 ตุลา ยามดึกๆ (ประมาณ 5 ทุ่ม)
หลังจากนั่งรอที่ห้องชมรมหุ่นยนต์ที่คณะมาตั้งแต่บ่ายสอง ผมก็พบตัวเองอีกครั้งอยู่ใต้หอชายครับ
ปะปนอยู่กับกลุ่มคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน (ยกเว้นนายทองอู๋ กับนส.ทิพย์) ก็เซ็นชื่อ จ่ายเงิน 600 บาทค่าไปทริปครั้งนี้
แต่อยู่ดีๆ ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ และระหว่างที่นั่งรออยู่นั้นรถก็มาถึงครับ พวกเราเลยต้องลุยฝ่าฝนเพื่อไปขึ้นรถทัวร์ที่จอดริมถนนพญาไทครับ

วันที่ 19 ตุลา 
ผมตื่นขึ้นทันทีเมื่อรู้สึกว่ารถทัวร์หยุดการเคลื่อนไหวในที่แห่งหนึ่ง แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ขึ้นแต่ก็พอมองออกนอกหน้าต่างไปเห็นทิวทัศน์ได้
จากนั้นพวกเราก็ลงจากรถครับ อากาศหนาวเย็นแผ่มาตีหน้าผม.. ก็คงอย่างนี้แหละ หมอกหนามากเลย
เมื่อเอากระเป๋าหลักไปโยนไว้ที่ศูนย์อำนวยการนักท่องเที่ยวได้พักเดียว (และแปรงฟันด้วย) ผมก็เดินออกมาด้านนอกอาคารเพื่อประเดิมถ่ายรูป
P1000778P1000781
ด้านบนนี่เป็นภาพแรกที่ผมถ่ายครับ หมอกยังลอยค้างไม่จางเลย.. ส่วนที่พื้นก็มีน้ำค้างเกาะที่ต้นหญ้า
 
หลังจากนั้นก็เริ่มเดินไปทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทริป ที่กำลังถ่ายรูปอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันครับ
โดยนายเสื้อฟ้า กับนายเสื้อเขียวนี่ เห็นว่าเป็นสมาชิกทริปสีน้ำตั้งแต่ปีที่แล้ว และหลงรักการถ่ายรูปมาก (แล้วไม่ไปทริปโฟโต้แทนล่ะครับโว้ยยย)
_MG_8851_resize_MG_8859
รูปก๊วนแรกที่เข้าร่วมในทริปนี้ครับ ในรูปบนซ้าย (จากซ้าย) ผม บิ๊ก ทองอู๋ เพชร
ส่วนรูปบนขวา คือ นุช กะ เอื้อง ที่มากันเป็นคู่ดูโอและกำลังถ่ายภาพให้แก่กันและกัน เลยมาสมทบกับก๊วนพวกเราด้วย

กิจกรรมยามเช้าวันนี้ คือการเรียนการวาดรูปสีน้ำจากเทพคณะสินกัม (ศิลปกรรม) ครับ ได้ข่าวว่าเก่งมาก
_MG_8879
ทั้งสองคนนี้รู้สึกเหมือนมาปล่อยมุข มากกว่ามาสอนในตอนแรก แต่หลังจากนั้นก็แสดงวิธีการวาดสีน้ำสองแบบครับ
คือ 1.แบบเปียก- คือจะใช้น้ำระเลงลงก่อน แล้วค่อยเอาสีไล่ตามภายหลัง 
    2.แบบระบายทับ- คือใช้สีปรกติไล่โทนทาทับกันไปไม่เกิน 4 ชั้น.. แบบนี้เป็นแบบที่มักเห็นในงานศิลปะสีน้ำครับ
แล้วเพื่อเป็นการฝึกฝน เวลาที่เหลือพวกเราก็เลยได้ฝึกวาดรูปสีน้ำกับวิวรอบๆ ที่พักนั่นแหละครับ

จากนั้นตอนบ่าย เราก็ย้ายไปวาดรูปบนน้ำตก "ชวนชม" กันครับ
การเดินทางก็ง่ายๆ คือเดินเท้าไปจากที่พัก ประมาณ 1 กิโลเมตรขึ้นเขาไปยังน้ำตก - -"
พอไปถึงน้ำตก หลายคนก็ทิ้งกระดานวาดรูปโดดลงเล่นน้ำทันทีครับ.. แต่ด้วยเหตุที่ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะมาวาดสีน้ำอย่างแน่วแน่ เลยนั่งวาดต่อครับ
P1000811P1000809
อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีดังด้านบนซ้ายครับ ทางผู้จัดทริปเตรียมให้หมดเลย.. ส่วนด้านขวารูปที่ผมวาดเทียบกับวิวของจริง
หลังจากวาดเสร็จก็เดินทางกลับที่พักกันครับ ซึ่งก็ตกเย็นพอดี เลยใช้เวลาไปกับการทานข้าวกับก๊วน อาบน้ำ จัดข้าวของใส่เต้นท์
แต่อย่างไรก็ดี คืนนี้ก๊วนเราส่วนใหญ่ เลือกที่จะนอนดึกครับ.. เพราะติดใจในเกมส์ "killer" ที่น้องนุชเสนอให้เล่นแทน slave (นอนตีสาม)

 
วันที่ 20 ตุลา 
ผมตื่นขึ้นอีกครั้ง ด้วยเสียงเรียกตอน 7 โมงเช้า ว่าใครจะไป "ผาหำหด" ให้รีบตื่น
แน่นอนครับ ทริปครั้งนี้ดูแล้วจุดขายจริงๆ น่าจะอยู่ที่ผาหำหด เพราะหลายคนมั่นใจเหลือเกินว่าพอขึ้นไปแล้วจะไม่เป็นอย่างชื่อ
ซึ่งผมพิจารณาดูแล้ว การตั้งชื่อผาหำหดเป็นการกระตุ้นให้คนอยากมาเที่ยว เพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง
เพราะหากตั้งชื่อกลับกันว่า "ผาหำงอก" แล้ว.. ก็คงจะเป็นแต่สาวทอมมาเที่ยว ไร้ซึ่งนักท่องเที่ยวหญิงแท้ครับ

การเดินทางไปผาหำหด เนื่องจากอยู่บนยอดเขากว่า 10 กิโลเมตรจากที่พัก เลยอาศัยบริการรถกระบะติดจรวดครับ
P1000816P1000830
สังเกตจากศีรษะคุณทิพย์ และผึ้ง(ที่นั่งอยู่ด้านขวาของรูป) จะเห็นว่าหัวเถิกกันทุกคน
รูปบนซ้ายมีคำอธิบายครับ ว่าผาหำหดนี่อยู่สูงราว 860 เมตรเหนือพื้นดิน จึงไม่แปลที่จะเป็นเมฆลอยอยู่ต่ำกว่ายอดเขาครับ

จากนั้นถึงคราวถ่ายภาพบนจุดลุ้นระทึก ผมไม่รอช้าวิ่งเข้าไปด้วยความกล้า แต่ออกมาด้วยขาอ่อนแรงครับ (หวิวมากครับวิวด้านล่าง)
แต่หลังจากผมคลานกลับมา น้องนุชก็วิ่งเข้าไปถ่ายบ้าง และสร้างความประหลาดใจปนเสียวให้กับทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นด้วยท่าด้านล่างขวานี้ครับ
_MG_8901_resizeP1000833
หลังจากสัมภาษณ์ น้องนุชก็บอกว่าได้เปิดดูรูปใน google ของผาหำหดนี้ก่อนมาแล้วครับ และทราบว่าภาพสุดเท่ห์ต้องท่านี้เท่านั้น
แม้ผมจะเจ็บใจอยู่นิดๆ ที่แพ้การแข่งขันท้าความกล้าอะไรซักอย่างนี่ แต่ก็นึกในใจว่าทำไงได้วะ คนมันมี..ให้หดนี่หว่าใส่แว่น

กลับมาจากถ่ายหำ เอ๊ย ถ่ายรูปคู่กับผาหำหดแล้ว.. พวกเราก็มารวมถ่ายภาพหมู่ของก๊วนกันอีกรอบ (ก๊วนเริ่มใหญ่ขึ้นแล้วครับ)
_MG_8885_resize
(เรียงจากซ้าย) นุช แพร ปาล์ม ผึ่ง เอื้อง ทิพย์ ผม เพชร ทองอู๋ (ขาดนายบิ๊ก คนถ่ายภาพนี้)
 
หลังจากถ่ายภาพเสร็จ เพื่อนก๊วนส่วนใหญ่ก็วิ่งไปเล่น killer ต่อ.. (คราวหน้าจัดทริป killer ดีกว่าไหมพี่น้อง?)
ส่วนผมก็ยังยึดในหลักการเดิม ว่ามาทริปสีน้ำ ก็ต้องวาดสีน้ำสีครับ 55

_MG_8910_resizeP1000839
รูปบน ผมกำลังนั่งวาดภาพทิวทัศน์ขวามืออยู่ ส่วนผลของการวาดจะเป็นอย่างไร จะเอามาใช้ชมทหลังครับ (โดนเก็บไว้อยู่ ยังไม่ได้ไปขอคืนครับ)
ซึ่งบริเวณนั้นมีแมลง ยุง ผึ้ง ตัวต่อ เยอะมาก จึงนับเป็นหนึ่งในการวาดภาพที่ทรหดอีกครั้งหนึ่งของผมเลยทีเดียว
 
หลังจากวาดเสร็จก็ลงจากเขามาครับ ถึงที่พักช่วงบ่ายโมง
ทว่ากำหนดการต่อไป ก็กลายเป็นการเดินป่าครับ เพื่อไปดูต้นน้ำของน้ำตกชวนชมที่วาดภาพไปในวันที่ 19 ตุลานั่น
เราก็เลยตกลงกันว่าจะออกเดินทางตอนบ่าย 2 ครับ .. เพื่อขอเวลาพักขาหน่อย แหะๆ
 
การเดินป่านี้ฟังดูตอนแรกเหมือนจะสนุกๆ ขำๆ .. แต่ธรรมชาตินั้นไม่รู้จักนิยามของคำว่า "ถนนยางมะตอย" หรือ "บันได" ครับ
ทำให้การปีนป่ายก้อนหิน เดินลุยโคลน ต้นไม้หนาม ฯลฯ ด้วยกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะกลายเป็นเรื่องสุดยากลำบาก
นอกจากนี้ ระยะทางในการเดินที่ไม่มีป้ายบอกหลักเมตร มีแต่ป่าเขา.. ทำให้พวกเราใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงในการไปถึงที่หมายครับ
_MG_8966_resize_MG_8969_resize
รูปด้านบนซ้าย: อยู่ในป่ายังมีอารมณ์ถ่ายรูปอีกนะนาย
รูปบนขวา: จุดพักเหนื่อยของเราคือทางข้ามน้ำตก สังเกตว่าคุณนุช และเอื้อง ลงไปอยู่ในน้ำเรียบร้อยแล้ว

ท้ายที่สุด ทุกคนก็ได้เล่นน้ำตกสมใจครับ 

_MG_8990_MG_8983 
แต่ผมอยู่ไหนน่ะเหรอ? นั่งวาดรูปนี้อยู่ไงครับ  >> P1000845

หลังจากวาดไปได้ครึ่งภาพปรากฎน้องเบนซ์ก็มาตาครับ ว่าตอนนี้เป็นเวลา 5 โมงครึ่งแล้ว ดวงอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า
ดังนั้นภาพด้านบน จึงเป็นภาพที่ผมยังวาดไม่จบดีครับ ต้องกลับเสียก่อน เพราะไม่งั้นจะกลับไม่ถูก

ตอนกลางคืนวันนี้ ก็มีเล่นกิจกรรมเหมือนเดิมครับ เกมส์จัดหมวดหมู่ ติดที่ใครต้องกินขนมปัง 1 คำลงโทษ
ซึ่งผมก็โดนลงโทษด้วยการจัดหมู่เกี่ยวกับ น้ำตก ชุดชั้นใน เป็นต้นครับ (คนที่แพ้เยอะสุดคือแพร)
และหลังจากเลิกเกมส์ส่วนกลาง เราก็ตั้งวง killer ดังเดิม ใส่แว่น

วันที่ 21 ตุลา (วันสุดท้าย) 
กิจกรรมของวันนี้คือเก็บข้าวของเพื่อไปดูถ้ำค้างคาวครับ ในตอนเช้า
ส่วนตอนบ่ายก็คงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ครับ (ประมาณ 6 ชั่วโมง)
ซึ่งถ้ำค้างคาวก็อยู่ในเขตวัดครับ มีพระจำพรรษาอยู่บ้างไม่กี่รูป บรรยากาศค่อนข้างมืดเลยยถ่ายไม่ค่อยเห็นสิ่งใดนัก
P1000848P1000851
รูปบนซ้าย: ขณะกำลังเดินขึ้นทางลาด ไปยังถ้ำค้างคาว
รูปบนขวา: ภาพถ่ายจากในถ้ำออกไปยังนอกปากถ้ำ

ก็เป็นอันว่า ทริปสีน้ำ หรือทริปชาร์จพลังของผม ก็จบลงด้วยระยะเวลาอันสั้นเพียง 3 วันเท่านั้น
แต่จากใจจริง ผมกลับรู้สึกว่าเป็นทริปที่สนุกมากๆ และได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมาย และได้สนิทกัน อาจจะเพราะมีความสนใจคล้ายคลึงกัน
รวมไปถึงขอบคุณทีมงานสินกัมที่มาช่วยสอนการวาดภาพสีน้ำ ทีมงานจัดค่ายจากชมรมไอเดีย และผู้อยู่เบื้องหลังคนอื่นๆ
ก็ต้องขอขอบคุณภาพถ่ายหลายๆ ภาพที่ได้นำมาจากกล้องบิ๊ก เพื่อนำมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านท่านอื่นใน blog
สุดท้าย.. ก็ขอจบด้วยภาพกระโดด.. ของก๊วนพวกเราในท้ายที่สุดครับ (ไม่มีนายบิ๊ก คนถ่ายภาพอีกแล้ว ใส่แว่น)

_MG_9018_resize

ปล. เจอกันใน msn นะพี่น้อง

 
7月25日

++กว่าจะเป็นแชมป์โลก++

สวัสดีคร้าบ ท่านผู้อ่านทุกท่าน!!
ก็หายไปเกือบ 2 เดือนครับ.. หลังจากอัพเดต blog ผลการแข่งขันหุ่นยนต์เปตองคราวที่แล้ว
ซึ่งที่หายไปนั้น ก็เพราะเป็นช่วงเปิดเทอมแล้วครับ ต้องเคลียร์ภาระหน้าที่ต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหาวิชาเลือกเพื่อลงเรียน
หรือการไปลงทะเบียนเรียนสายวิชาภาคต่างๆ ที่สนใจเป็นพิเศษครับ
นอกจากนี้ ก็นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่หนักอึ้งพอสมควรสำหรับชีวิตผม นั่นคือต้องเตรียมหุ่นยนต์เตะฟุตบอลเพื่อไปแข่งชิงแชมป์โลก
ทำให้เกือบทุกวัน จันทร์ยันอาทิตย์ต้องไปๆ มาๆ บ้าน-คณะ อยู่ดึกดื่นถึง 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม ตลอด และตอนเช้าต้องเข้าเรียนหนังสือปกติ
ก็ถือเป็นอีกหน่งบทพิสูจน์ครับ ถึงความทรหดของผม ว่าจะทนได้ซักแค่ไหน 55+

การทำหุ่นยนต์เพื่อไปแข่งระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะผมและน้องๆ ฝ่าย mechanic ต้องเจอปัญหาอยู่ตลอดทุกวัน
ซึ่งทุกปัญหานั้นก็ต้องใช้กำลังสมองคิดหาทางแก้ คิดสืบต้นตอปัญหา ต้องใช้กำลังกายในการปรับปรุง ถึงขนาดต้องนั่งเจียรอลูฯ ตอนสี่ทุ่มห้าทุ่ม


ทำไปเรื่อยๆ อยู่ทุกวัน....

....จนกระทั่งคืนวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมทีมพลาสม่าซี และทีมหุ่นกู้ภัยพลาสม่าอาร์เอ็กซ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็ได้ออกเดินทางไปแข่งขันหุ่นยนต์รายการ RoboCup2008 ณ เมือง Suzhou สาธารณรัฐประชาชนจีนครับHot


DSC_5222

ไทยได้ดับเบิ้ลแชมป์โลกครับ

.. หลายท่านน่าจะได้เห็นข่าวจากทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุต่างๆ แล้วครับ
ว่าทีมหุ่นยนต์เตะฟุตบอล และทีมหุ่นยนต์กู้ยของไทยเราต่างก็ได้ตำแหน่งชนะเลิศ ของการแข่งขันใน league ทั้งสอง
ซึ่งในส่วนของหุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่ผมทำอยู่ ถือว่าเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างสุดมันส์ ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
โดยพบกับแชมป์ 2 สมัยอย่างทีม CMDragons จากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon สหรัฐอเมริกา
ซึ่งพวกเราทีม Plasma-Z เอาชนะไปด้วยคะแนน 4-2 ..โดยยิงตามหลัง 3 ลูกรวดใน 4 นาทีสุดท้าย
ถ้าใครได้อยู่ในการแข่งขันนั้น จะพบว่า... บรรยากาศนี่สุดๆ ไปเลยครับSurprised

งั้นลองเปลี่ยนมาดูบรรยากาศข้างสนามกันบ้างดีกว่า

CIMG2749CIMG2696
รูปบนซ้าย: ทีม mechanic ประกอบด้วย(จากซ้าย) ผม น้องไผ่ น้องลัก และน้องบีม ครับ 
รูปบนขวา: ขณะกำลังนั่งพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

CIMG2781CIMG2706CIMG2698
รูปซ้าย:ผมกะนายยิ้ง(ฝ่าย AI) ขณะกำลังไปเดินดูการแข่งขันหุ่นยนต์รายการอื่นๆ
รูปกลาง: บรรยากาศขณะหุ่นยนต์เตะฟุตบอลกำลังทำการแข่งขัน
รูปขวา: ฝ่าย vision และฝ่าย AI ตรวจเช็คโปรแกรมอย่างขะมักเขม้น

ซึ่งอีกไม่นานนี้ก็คงจะมีไฟล์บันทึกการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศลง youtube ครับ ยังไงก็อดใจรอซักแป๊บนึงฮะ!


เอาล่ะครับ เชื่อว่าหลายท่านคงอยากเห็นพระเอกของงานเต็มทีแล้ว
นั่นคือ หุ่นยนต์ของทีม Plasma-Z รุ่น PZ2008 ที่เพิ่งไปคว้าแชมป์โลกมาครับ!!!!

ซึ่งก่อนอื่นก็ต้องออกตัวก่อนครับ ว่าผมซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่าย mechanic ในทีม ไม่ได้เป็นผู้ที่ออกแบบหุ่นยนต์ตัวนี้แต่เพียงคนเดียว
แต่มีน้องอีก 2 คนครับ ที่เข้ามาช่วยเสริมกำลัง นั่นคือ
1.น้องอภิลักษณ์ หรือน้องลักษ(เป็นขาประจำใน blog นี้เหมือนกัน) มีหน้าที่ดูแลระบบขับเคลื่อน และชุดเกราะของหุ่นยนต์
2.น้องกิตติพัฒน์ หรือน้องบีม ทำหน้าที่ออกแบบระบบครองบอล หรือระบบ Dribbler (งานที่ผมเคยโดนใช้ให้ทำเมื่อปีที่แล้ว)
ส่วนผมก็ออกแบบระบบเตะลูกทั้งยิงโด่งยิงเลียด และส่วนที่เหลือครับ

เริ่มต้นด้วยภาพหุ่นยนต์ในมุมต่างๆ ครับ 
หุ่นรุ่น PZ2008 นี้ฝ่าย mech เราคุยกันตั้งแต่ต้น ถึงแนวคิดในการออกแบบ ที่จะต้องยึดหลักเด่นๆ อยู่ 3 อย่างครับคือ
1.ถูกหลักวิศวกรรม คือสามารถอธิบายได้ว่าทุกชิ้นส่วนที่ออกแบบมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้เพราะอะไร ง่ายที่สุดคือยืนยันด้วย FEA(Finite Element Analysis)
2.ถอดประกอบง่าย นั่นคือชิ้นส่วนต้องมีให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งชิ้นส่วนน้อย การบำรุงรักษาก็ง่ายครับ
3.ถูกใจผู้ใช้งาน เราถือว่าฝ่าย mech มีหน้าที่ผลิตสินค้าคือตัวหุ่นยนต์ โดยลูกค้าคือฝ่าย AI ซึ่งเป็นฝ่ายที่เขียนแผนการเล่น
                  ดังนั้นหุ่นยนต์ตัวนี้จึงมีประสิทธิภาพสูงในด้านความเร่ง ความเร็ว การควบคุม ความทนทาน และความสวยงามครับ 

P1010978P1010979P1010980

ที่นี้ลองมาดูแยกแต่ละส่วนบ้าง
เริ่มด้วยรูปซ้ายสุด นี่คือเกราะหุ่นยนต์ครับ ทำจากไฟเบอร์กลาสหนา 2 มม. สนับสนุนโดย บริษัทไทยคอมโพสิท จำกัด (บอกว่าถ้าได้แชมป์ยกให้ฟรีทั้งหมด)

รูปกลางคือภาพด้านบนของหุ่นยนต์ที่ถอดเกราะแล้วครับ สังเกตเห็นสี Chassis เป็นสีดำบ้าง เทาเข้มบ้าง 
อันนี้เพราะเราเอาชิ้นงานอลูมิเนียมไปทำ Anodize ครับ (ที่บริษัท PCL แถวพระราม 3) ซึ่งผลคือผิวจะไม่นำไฟฟ้าและมีความแข็งมาขึ้นครับ
สีแดงๆ ตรงกลางคือ Solenoid สำหรับดึงก้านเตะโด่งครับ ขนาดเล็กนิดเดียวแต่เตะลูกไปได้ไกลเกือบ 4 เมตร

ส่วนรูปขวาคือระบบครองบอลครับ ออกแบบโดยน้องบีม ใช้มอเตอร์ Maxon EC-max 22 (12V. 25W.)ซึ่งจัดว่าแรงอันดับต้นๆ ในงานเลยทีเดียว
ยางที่ใช้คือปลอกปากกาครับ สีฟ้าๆ คือฟองน้ำสำหรับจับปากกาเช่นกัน ซื้อที่ศูนย์หนังสือจุฬา ในมหาวิทยาลัยนี่เอง
P1010982P1010983P1010984

ครั้นถอดระบบเลี้ยงบอลออก ทำให้เห็นระบบภายในมากขึ้นครับ
รูปซ้าย คือด้านหน้าของหุ่นยนต์ สังเกตเห็นก้านยิงลูกโด่งหน้าตาแปลกๆ ใช้ Solenoid แบนยาวเพียง 25 มม.เป็นตัวดึงคันโยก

รูปกลาง คือด้านใต้ของหุ่นยนต์ ล้อคู่หน้าทำมุม 33 องศา ส่วนล้อหลังทำมุม 45 องศา จากแนวราบ 
ส่วนทรงกระบอกสีฟ้าตรงกลางคือ Solenoid ที่ใช้ยิงลูกเลียด ยาว 43 มม. ความเร็วบอลสูงสุดที่ทำไดคือ 10.9 เมตร/วินาที
ก้านยิงด้านหน้าทำจากสแตนเลสทรงสี่เหลี่ยมขนาด 9มม.x6มม. ส่วนก้านหลักใช้เหล็ก S45C เพราะทดสอบแล้วมี permeability สูงกว่าเหล็กทั่วไป
โดยบริเวณที่ปลายก้านจะทำหน้าแปนขึ้น เพื่อเป็นตัวหยุดการพุ่งของก้านยิงนี่เอง (โดยติดยางกันกระแทกหนา 2 มม.ไว้ที่ตัวยึด Solenoid อันหลัง)

รูปขวาคือการจัดเรียงมอเตอร์ภายในหุ่นยนต์ จะเห็นว่ามีพื้นที่น้อยมากเนื่องจากชุดเกียร์ที่ใช้ตัวค่อนข้างใหญ่ จัดเป็นอีกหนึ่งความยากในการออกแบบP1010985P1010986P1010987

ลองดูอีกมุมหนึ่งครับ
รูปซ้ายคือระยะมากสุดที่ก้านยิงลูกเลียดจะโผล่ออกมา โดยลักษณะของก้านสแตนเลสจะทำเป็นรูปตัว T
ส่วนหน้าไม้ทำจากอลูมิเนียมจะขันยึดกับก้านสแตนเลสโดนใช้วิธีขัน Bolt Taper M3 ลงไป 2 ตัวนั่นเอง

รูปกลางคือชุดขับเคลื่อน 1 ชุด ประกอบด้วยมอเตอร์และชุดเกียร์ Maxon เบอร์ EC45 และ GS45 ตามลำดับ ขนาด 30 W.
ส่วนอลูมิเนียมที่เป็นรูปตัว L นั้นคือก้านสำหรับยื่นไปยึด Encoder ที่ด้านหลังมอเตอร์ เนื่องจากไม่มีที่ติดบน Chassis

รูปขวาคือการแกะล้อ omni ออกมา ทำให้เห็นวิธีการยึดติดล้อเข้ากับเพลามอเตอร์
โดยอาศัยการยึดผ่านหน้าแปนหกเหลี่ยมซึ่งเจาะรูไข set screw M4 ยึดกับเพลา และใช้ bolt อีก 3 ตัวยึดล้อเข้ากับหน้าแปนหกเหลี่ยมนี้
และยังเห็ยวิธีการยึดมอเตอร์เข้ากับ mount ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู คือใช้ Taper M3x6 ยึด 4 ตัวเข้ากับหน้าแปนมอเตอร์นั่นเอง
P1010989P1010990P1010991

รูปชุดสุดท้ายแล้วครับ
รูปซ้าย ระบบเตะลูกโด่งครับ ใช้ก้านรูปทรงแปลกๆ ด้วยเหล็ก S45C เช่นกัน (ตอนแรกใช้ SKD11 แล้วเตะได้ไกลสุด 2.2 เมตรเองครับ)
ที่ด้านหลังก้านมีแกน screw ขนาด M3 ร้อยด้วยสปริงอ่อนสุดๆ (หาได้จากคลองถมหมดเลย) เอาไว้ดันให้ก้านเตะกลับมาตำแหน่งเดิมเสมอ
พื้นที่หน้าตัดของก้านมีขนาดคือ 6mm.X16mm. เคยทดลองลดพื้นที่หน้าตัดดูพบว่าผลห่วยกว่าเดิมครับ สรุปไปว่าแม่เหล็ก saturated แล้ว
รูปกลางและรูปขวา เป็นตัวอย่างของการทำ FEA ชิ้นส่วน mount solenoid ยิงเลียด และชิ้นส่วน mount มอเตอร์ ตามลำดับ ด้วยโปรแกรม CATIA

P1010992file3_480f97c1file3_480f9b0a

ท้ายที่สุด ก็ต้องขอขอบคุณกำลังใจจากทุกคนครับ ที่คอยเชียร์พวกเราให้ไปคว้าแชมป์โลก...เพื่อชื่อเสียงประเทศไทย
......ซึ่งพวกเราก็ทำได้แล้วครับ.......
และต่อจากนี้ มันคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ..แต่ยิ่งใหญ่
เราได้ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี แม้จะในเฉพาะการแข่งขันเล็กๆ.. ไต่ก็ม่ใช่เป็นผู้ที่เดินต้อยๆ ตามประเทศอื่นอีกต่อไป
เราได้ทำให้ทีมแชมป์เก่าจากอเมริกา.. ต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหุ่นยนต์ใหม่ ถ้าหากอยากจะมาทวงแชมป์คืนปีหน้า
และเราได้สร้างหลักประกันสำคัญ.. ที่ว่าถ้าคนไทยตั้งใจทำอะไรจริงจัง ก็สามารถเป็นที่หนึ่งของโลกได้แน่นอน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด เบื้องหลังของความประสบความสำเร็จ คือการส่งเสริมซึ่งกันและกันของคนไทยครับ
ถ้าเราไม่ได้ครอบครัวสนับสนุน ก็คงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้ในชีวิต
ถ้าไม่ได้รุ่นพี่คอยช่วยให้คำแนะนำ และให้โอกาสได้เราได้เรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีต ก็คงสร้างหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์มากขึ้นไม่ได้
ถ้าไม่ได้อ.มานพ อาจารย์ที่ปรึกษาสุดแอคทีฟ ก็คงไม่ขยันขันแข็งทำงานเหมือนที่เป็น
ถ้าไม่ได้คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสมาคมนิสิตเก่าคณะวิศวะ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ห่วงใยรุ่นน้อง ก็คงไม่มีเงินและที่นอน ที่ทำงาน
ถ้าไม่ได้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราคงไม่ได้รวมตัวกันแบบนี้ 
ถ้าไม่ได้องค์กรเอกชนทุกที่ คอยสนับสนุนกิจกรรมเด็กไทยในการเรียนรู้เทคโนโลยี ก็คงไม่มีทุนเอาไว้วิจัย
ต้องขอขอบคุณครับ!!!!


หลังจากนี้ ผมก็คงจะทำตามที่เคยได้ประกาศไว้แต่เดิม นั่นคือ "จะวางมือจากการแข่งขันหุ่นยนต์" ไปซักช่วงหนึ่ง
ทำให้ตลอดปีนี้ ไม่น่าจะเห็นผมทำหุ่นยนต์ลงแข่งรายการใดๆ อีกครับ
ซึ่งแน่นอน พวกบ้างานอย่างผม จะให้ไปเรียนเฉยๆ แล้วรีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ มันคงผิดวิสัยเป็นแน่แท้ 55+
ดังนั้นในอีก 5 เดือนนับจากนี้ ผมคงจะกลับไปสวมหัวโขนประธานฝ่ายวิชาการงานนิทรรศ ครั้งที่ 15 ในงานจุฬาวิชาการปี 2551
ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ..เพื่อเตรียมรับการเปิดองค์ความรู้ให้กับประชาชนทุกท่านได้เข้ามาเยี่ยมชม
และนายยิ้ง ซึ่งเป็นรองประธานฝ่ายฯ ก็เป็นผู้ดูแลการนำเสนอ Robot Pavilion
ท่านใดที่สนเทคโนโลยีหุ่นยนต์  รวมถึงหุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่นำเสนอในวันนี้ ก็จะมีโชว์วิ่งจริงๆ ในวันงานด้วยครับTongue out

และอีกหนึ่งเมกกะโปรเจค ซึ่งเป็น senior project ของผม 
คือผมคงจะต้องทำตามที่เคยปฏิญาณไว้อีก กับท่านอ.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ซึ่งดูแล lab bioelectronic อยู่ที่ภาคไฟฟ้า
ว่าจะต้องทำให้ "พี่เก๋" ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นอัมพาต.. กลับมาขยับแขนได้อีกครั้ง
พี่เก๋เคยป็นนักศึกษาแบบผม เรียนคณะบริหาร มีชีวิตปรกติทั่วไป แบบคนทั่วไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง นั่งรถตู้จะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเกิด.. รถกลับมาพลิกคว่ำ
ทำให้กระดูกสันหลังไปกดเส้นประสาท กลายเป็นอัมพาตทั้งตัว อวัยวะตั้งแต่ไหล่ลงมาขยับไม่ได้ และไม่มีความรู้สึก
แต่ตอนนี้พี่เค้าพยายามสู้ เพราะอยากเป็นนักเขียน จึงใช้ปากที่พอขยับได้ ขยับก้านเมาส์อุปกรณ์สำหรับผู้พิการ พิมพ์อักษรทีละคำๆ ไปเรื่อยๆ
ตอนนั้นผมไปดูพี่เค้าใช้อุปกรณ์ของอ.มานะ 10 นาที เขียนได้ประมาณ 20 ตัวอักษร ... ตก 1 นาทีพิมพ์ได้แค่ 2 ตัวอักษรเท่านั้น
ส่วนพ่อแม่ก็ต้องมาคอยขยับแขน ขา ขยับตัวให้ เพื่อกันกล้ามเนื้อลีบ .. กันแผลกดทับ
พี่เค้าบอกว่า เหมือนชีวิตต้องเริ่มใหม่.. เริ่มใหม่จริงๆ ตั้งแต่หัดพูด หัดบังคับลมออกจากปอดให้เป็นเสียง
....เป็นชีวิตครั้งที่ 2 ..... 
ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ท้อแท้ ทำอะไรไม่สำเร็จ.. อยากให้ดูพี่เก๋เป็นตัวอย่างครับWink

CIMG2800

ขอบคุณที่ติดตามครับ!Hot



6月1日

+สรุปผลแข่งหุ่นเปตอง+

อัพเดต Blog อย่างรวดเร็ว!!
เนื่องด้วยเพราะพรุ่งนี้(2 มิ.ย.)จะเปิดเทอมแล้วครับ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสมานั่งพิมพ์ blog อีก
และน้องชัยก็ไปเกริ่นไว้ที่สนามแข่ง ว่าให้ผมอัพเดตผลการแข่งขันไวๆ ใน blog.. เพราะจะได้เข้ามาดู
ด้วยเหตุนี้ ก็ขอนำเสนอผลการแข่งขันหุ่นยนต์เปตอง (ที่ได้เคยเสนอไว้ใน blog ที่ผ่านมาครับ)


ทีมกระรอกน้อยขนดก จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ครับ~

01062008(002)01062008(007)
สมาชิกในทีม(รูปซ้าย ไล่จากซ้าย) :  ผม แม็กเป็ด น้องไผ่

ส่วนผลโดยรวมเป็นดังนี้ครับ
รางวัลชนะเลิศ : ทีม “ชีวิตปลาช่อน” จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม “ดงยาง01” จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม “NPU” จากวิทยาลัยเทคนิคนครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม, ทีม “กระรอกน้อยขนดก” จากจุฬาฯ
รางวัลความคิดสร้างสรรค์ : ทีม “INT F” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา


ส่วนทีม Chibi Dragon ได้เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปแพ้ทีม “ดงยาง01”
และทีม “ดงยาง01” นี่เอง ก็มาปราบทีม “กระรอกน้อยขนดก” อีกทีในรอบ 4 ทีมครับ


ซึ่งความจริงแล้วก็ต้องยอมรับครับ ว่ารางวัลที่ได้รับมานี้ ไม่ได้บ่งบอกว่าหุ่นยนต์ของพวกเราดีเป็นอันดับที่ 3 ในงานแข่ง
เพราะหุ่นยนต์ของทีมอื่นๆ ที่นำมาในงาน ถือว่ามีโครงสร้างกลไกที่สมบูรณ์กว่าพวกเราเยอะมาก
แต่เหตุที่ได้รับรางวัลมา ก็เพราะมีโชคช่วยค่อนข้างเยอะ, มีน้องไผ่ที่เป็นมือเปตอง, มีแม็กเป็ดที่นั่งเขียน PLC และจัดระบบสายไฟให้ตามคำขอ
ส่งผลให้ทีมพวกเราได้มีโอกาสไปยืนบนเวทีนั่นเอง~

และหลังจากนี้ พวกเราก็คงตั้งหน้าตั้งตาทำหุ่นยนต์เตะฟุตบอลต่อกันอย่างเต็มที่
เพื่อเตรียมไปท้าชนทีมแชมป์เก่า CMDragon ที่เวที ROBOCUP soccer ณ เมืองซูโจว ประเทศจีน ในเดือนกรกฏาที่จะถึงนี้ครับ!!
ส่วนรูปภาพหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ สามารถหาดูได้ที่นี่เลยครับ (ถ่ายโดยพี่เนย)

5月26日

+ไปเชียร์หุ่นยนต์เปตองกันเถอะ+

สวัสดีคร้าบ!
ห่างหายไปกันทีเดียวเกือบเดือนนะครับ ที่ผมไม่ได้อัพเดต blog นักประดิษฐ์นี้... ก็ด้วยเพราะช่วงนี้ "งานเข้า" เยอะมากๆๆๆ
การฝีกงานที่บริษัท Michelin ก็ยังไม่จบสิ้น, งานนิทรรศของคณะวิศวะ, หุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่จะไปชิงแชมป์โลกเดือนกรกฏานี้ 
และรวมไปถึง... "หุ่นยนต์เปตอง" ที่กำลังจะมีแข่งขึ้นในวันที่ 31 พ.ค.-1 มิ.ย.51 หรือเสาร์-อาทิตย์นี้นี่เองครับ
   อย่างที่ทราบดีครับ แม้ว่าผมจะเรียนภาควิชาไฟฟ้า และทำโปรเจคเกี่ยวกับวงจรอิเล็คทรอนิกส์มาตลอด
แต่เมื่อใดที่มีการแข่งหุ่นยนต์ ผมก็มักจะผันตัวเองมาอยู่ฝ่าย mechanic เสมอๆ ครับ
ดังนั้นในวันนี้.. ก็จะมาเรียกน้ำย่อย แนะนำทีมของหุ่นยนต์พวกเรา ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันที่จะถึงนี้
ในรายการ TPA PLC ROBO PE'TANQUE
   โดยการแข่งครั้งนี้เป็นรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากได้มีการทดสอบคัดเลือกการเขียนโปรแกรมเหมือนเช่นเคยทุกๆ ปี
ปีนี้ ทางจุฬาลงกรณ์ก็ได้เข้ารอบทั้ง 2 ทีม แบ่งเป็นทีมรุ่นน้อง ชื่อทีม Chibi Dragon
และทีมพวกเรา "กระรอกน้อยขนดก"
ท่านใดที่สนใจ... ก็ขอชวนเชิญไปสนุกกันได้นะครับHot


เอาล่ะครับ ก่อนอื่นผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จักกีฬา "เปตอง"
เพราะโดยภาพลักษณ์..ฟังแล้วก็คงจะนึกถึงลานหินกรวดหลังสถานีตำรวจ พอตกเย็นก็จะมีผู้พิทักษ์สันติราษฎ์มาออกกำลังกายกันด้วยกีฬานี้
แต่หารู้ไม่ว่ากีฬาเปตอง มีถิ่นกำเนิดจากเมืองน้ำหอม หรือประเทศฝรั่งเศสครับ
124-200710221458382
ที่มา : พิมพ์คำว่า "เปตอง" ใน www.google.com
รูปด้านซ้ายบนคือนักเล่นเปตองกำลังโยนลูกให้เข้าไปยังเป้าหมายมากที่สุดครับ
ซึ่ง "เป้าหมาย" ที่ว่านี้ก็คือ "ลูกแก่น" หรือสีแดงๆ ทำจากไม้ดังในรูปด้านบนขวาครับ
กติกาการเล่นเปตองก็ไม่มีอะไรมากคือ ผู้เล่นแต่ละคนมีลูกเปตองทำจากเหล็กคนละ 3 ลูก ผลัดกันโยนคนละทีให้เข้าไปใกล้ลูกแก่นมากที่สุด
โดยเมื่อสิ้นสุดการโยน ก็จะนับแต้มว่าใครมีลูกอยู่ใกล้ลูกแก่นมากที่สุดนั่นเอง
ทั้งนี้ ก็อาจมีการ "ตี" เกิดขึ้น เป็นต้นว่าลูกของคู่ต่อสู้อยู่ใกล้ลูกแก่นมาก เราก็โยนลูกของเราไป "ตี" ลูกคู่ต่อสู้ให้กระเด็นออกไปจากลูกแก่นได้ครับ
สำหรับกติการเพิ่มเติมสำหรับการแข่งขันหุ่นยนต์เปตองครั้งนี้ สามารถโหลดดูได้ที่ http://www.tpa.or.th/robot/news_page.php?id=69 ครับ

ทีนี้ลองมาดูหุ่นยนต์ของพวกเรา ทีมกระรอกน้อยขนดก บ้างครับ
2505200825052008(001)
รูปด้านบนก็เป็นมุมมองจากด้านหน้าและด้านข้างของหุ่นที่เราจะใช้แข่งนะครับ
โดยโครงสร้างทำจากเหล็กฉากตู้หนังสือเป็นส่วนใหญ่ ส่วนฐานล่างเป็นอลูมิเนียมเฟรมขนาด 40x40 ครับ (ทำเอาหุ่นยนต์ตัวนี้หนักเอาการเลยทีเดียว)


มาลองดูระบบการ "แกว่นแขน" ของพวกเราบ้างครับ
25052008(002)25052008(003)25052008(007)
มอเตอร์ที่ใช้ขับเป็น servo motor ของ Misubishi ซึ่งทางบริษัท FATECH (http://www.fatech.co.th/) ร่วมกับทางสสท.
ได้สนับสนุนให้พร้อมๆ กับระบบควบคุมใหญ่ๆ เช่น PLC ServoAmp. เป็นต้น
ส่วนแขนทำจากอลูมิเนียมกล่อง 25x25 ความยาวจากจุดหมุนถึงลูกเปตองประมาณ 45 cm. ใช้ระบบลมในการเลื่อนเปิดปิดนิ้วสำหรับปล่อยลูกเปตอง
ในรูปด้านบนขวาสังเกตเห็นเพลาขนาด 20 mm. ซึ่งเชื่อมทำปีกรับแขนอลูมิเนียมกล่องทั้งสองข้าง
ในรูปด้านบนซ้ายที่เอาเทปสีชมพูห่อไว้คือ Coupling ต่อจากเพลามอเตอร์ไปยังเพลา 20 มิลที่ว่าข้างต้น ใช้ pin เหล็กใส่บากแกน
วิธีการแกว่นแขนของพวกเราใช้วิธีแกว่งไปแล้วหยุด ทำให้ลูกเปตองลอยออกจากมือไปด้วยทิศทางที่แน่นอนและแม่นยำครับ
25052008(010)25052008(009)
ในส่วนของตัว "เซตdog" หรือการกำหนดตำแหน่งอ้างอิงสำหรับ servo motor นั้นใช้ limit switch ของ omron ธรรมดา
แต่เนื่องจากไม่ต้องการให้ตัว limit switch ไปขวางเส้นทางการหมุนของแขน จึงใช้ระบบการเลื่อนเข้า-ออกของลูกสูบลมแบบ linear
ในรูปด้านซ้ายคือจังหวะที่ต้องการใช้ set dog แต่เมื่อ set เสร็จแล้วก็หดกลับมาดังรูปด้านขวา

หันมาดูระบบเลื่อนแนวข้างกันบ้าง
25052008(004)25052008(005)25052008(006)
สำหรับการเลื่อนแนวข้าง ผมใช้เพลา 20 mm. 2 อันหน้าหลัง เป็นตัวรับน้ำหนักโครงสร้างหุ่นยนต์ส่วนการโยนทั้งหมด
และเพลาทั้งสองนั้นก็รับด้วยแบริ่งตุ๊กตา 20 มิล 4 มุมราคาตัวละ 160 บาท เหตุผลเพื่อประหยัดเงินไม่ต้องสั่งทำ Mount อลูฯ หรือเหล็กมาใส่ 
โดยในรูปด้านขวาจะสังเกตเห็น linear bushing 20 mm. (ซื้อมือสอง ตัวละ 150 บาทจากคลองถม) วิ่งอยู่บนเพลาทั้งสอง 
ซึ่งตาม spec รับแรงมากสุดได้ตัวละเกือบ 800 N. นอกจากนี้เพลา 20 mm. ที่ใช้ผมก็ลอง Finite Element ดูแล้วพบว่ายอมรับได้

ส่วนระบบการส่งกำลังเพื่อเลื่อนก็ใช้ Ball Screw ขนาด 20 mm.  ขับด้วยมอเตอร์ผ่าน Flexible coupling

สำหรับที่เป็นการพัฒนาจากปีที่แล้วอย่างชัดเจนของทีมพวกเรา ก็คือระบบการควบคุมและการเก็บสายให้ดีขึ้นครับ 
25052008(008)25052008(011)
หลังจากที่ผมไปฝึกงานที่บริษัท Michelin ก็ได้เรียนรู้เรื่องของ Safety ค่อนข้างมาก จึงหยิบเอามาใช้กับหุ่นยนต์ของพวกเราด้วยครับ
เริ่มจากปุ่ม Emergency Switch.. ผมวางไว้ทั้งสองด้านของหุ่นยนต์สูงจากพื้น 1 เมตร เมื่อไหร่ที่กด จะตัดวงจรมอเตอร์เหวี่ยงแขนทันที
Pilot Lamp สีเขียวและแดงแสดงสถานะการทำงานของหุ่นยนต์ เมื่อไหร่ที่ไฟสีแดงขึ้น ห้ามใครเข้าใกล้หุ่นยนต์ เพราะอาจเกิดอันตราย
นอกจากนี้ ก็ยังมีปุ่มกดสีเขียวสำหรับผู้ reload ลูกเปตอง ใส่เสร็จเมื่อไหร่ เช็คความพร้อมแล้วจึงกดปุ่ม ระบบจึงทำงานต่อได้
25052008(012)25052008(014)25052008(013)
ในปีนี้ เรายังได้ทำตู้ไฟและตู้ลมขึ้นมา เพื่อใช้เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีระเบียบมากยิ่งขึ้น (แต่เนื่องจากซื้อตู้มาผิด มันเลยแน่นไปหน่อย แหะๆ)
ซึ่งทำให้เวลาพวกเราเคลื่อนย้ายหุ่นยนต์ไปไหน ก็ทำได้ง่ายขึ้น และตรวจสอบสายต่างๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าปีที่แล้วอีกด้วยครับ
 

25052008(019)

ท้ายที่สุด เราก็ยกหุ่นยนต์จากห้องทำงานไปลองซ้อมที่สนามเปตองในคณะครับ (ในภาพแม๊คเป็ดกำลังเชื่อมสายไฟครั้งสุดท้าย)
ส่วนหุ่นยนต์ตัวด้านบนเป็นหุ่นของทีม Chibi Dragon รุ่นน้องพวกเรา
ซึ่งหลังจากโยนไปพอประมาณ ก็พบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำการ "ตี" ครับ ค่อนข้างแม่นเหมือนกันแฮะ 55+
นับจากนี้อีกหนึ่งสัปดาห์ แม้ว่าจะยังต้องฝึกงานอยู่ก็ตามที.. พวกเราก็คงจะต้องหาเวลามาซ้อม Calibrate หุ่นยนต์ตัวนี้ เพื่อใช้สำหรับแข่งขันครับ

ยังไงถ้าว่างและสนใจนะครับ.. ชวนเชิญพี่น้องๆ ไปเยี่ยมชมกันได้ ในงานแข่งขันหุ่นยนต์เปตอง (และหุ่นยนต์ TPA 2008)
และถ้าเป็นไปได้ ก็ไปเชียร์พวกเรา ทีมกระรอกน้อยขนดก จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยนะครับ แหะๆ Hot 
ที่ เดอะมอลล์บางกะปิ วันที่ 31 พ.ค.-1 มิ.ย 51 นี้นะครับ!!!




4月13日

+'ระยะทาง' สำคัญไฉน+

สวัสดีคร้าบ!!!
หลังจากห่างหายไปนาน ตั้งแต่เดือนมกราคมนู่น~ ผมก็มีโอกาสได้กลับมาอัพเดต blog นักประดิษฐ์นี้อีกครับ (ต้องขออภัยด้วยคับ แหะๆEmbarrassed)
และเป็นตามธรรมเนียม..... ที่ก่อนสาระจะบังเกิด ก็ต้องเย้นเย้อในเรื่องชาวบ้านๆ ทุกข์ สุข ทั่วไปครับHot
หลังจาก blog คราวก่อน ที่กล่าวถึงการได้รางวัลชนะเลิศการแข่งขันหุ่นยนต์
ผลที่ตามมา ก็ไม่ใช่การเฉลิมฉลองครับ.. แต่เป็นการทำงานอย่างหนักในการออกแบบหุ่นเพื่อเตรียมไปแข่ง T T
ดังนั้นปิดเทอมฤดูร้อนส่วนใหญ่ของผมในปีนี้ กิจวัตรก็คือการวิ่งรถไปกลับๆ ระหว่าง ที่ฝึกงาน-บ้าน-คณะ อยู่เป็นประจำครับ
 
อ่อ พูดถึงการฝึกงานแล้ว อาจจะมีบางท่านที่ยังไม่ทราบว่า ผมได้ฝึกงานที่บริษัท michelin ครับ
โดยไปทำงานที่โรงงานผลิตยางย่านพระประแดง (แถวๆ สำโรงนั่นแหละครับ)
ส่วนเรื่องงานที่ไปทำ ผมก็อยู่ในโครงการ "ยอดนักคิด กับมิชลิน" ซึ่งเป็นโครงการที่ให้นักศึกษาฝึกงานไปหัดทำ Project ครับ
และ Project ส่วนที่ผมทำ ก็คือฝ่าย Design เครื่องจักรสำหรับพัฒนาระบบการผลิต
ซึ่งงานที่ทำเค้าก็ไม่ใช่ให้ไปเป็นลูกมือ แต่ให้ผมจับคู่กะเพื่อนภาคเครื่องกลอีกคน(ส่วนผมอยู่ภาคไฟฟ้า)แล้วลุยโปรเจคกันเอง โดยมี mentor ให้คำปรึกษา
ดังนั้นประโยชน์ที่ได้ ถึง ณ จุดนี้ผมก็ได้เรียนรู้การทำงานให้ระบบและมาตรฐานยิ่งขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะพวกโครงการใหญ่ๆ
คือต้องมีการทำการศึกษาความเป็นไปได้(Feasibility study) โดยต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะทางด้าน IE(Industrial Engineer) EP(environment&Protection) 
หากจะกล่าวโดยรวม ก็ถือว่าเป็นอะไรที่สนุกพอสมควรครับ 55+
นอกจากนี้ ก็จะมีการ Present โครงการเป็นรอบๆ ซึ่งก็จะมีการให้คะแนนจากคณะกรรมการในแต่ละรอบนั้นๆ
แล้วท้ายที่สุดเมื่อฝึกงานเสร็จสิ้น ก็จะมีรางวัลให้ไปทัวร์โรงงานของ Michelin ที่ต่างประเทศด้วยครับHot  

การฝึกงานนั้นก็ไม่ได้ทำกันระยะเวลาสั้นๆ  .. เพราะกว่าผมจะฝึกงานเสร็จ ก็อยู่ราวๆ วันที่ 30 พ.ค. นู่นเลยครับ
ดังนั้นก็อย่างที่ได้เรียนไปข้างต้น ว่าปิดเทอมหน้าร้อนนี้ชีวิตผมก็คงจะซ้ำๆ ไปมาอย่างนี้
ก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมชะตากรรมการฝึกงาน อดทนทำงานกันต่อไปครับ
เพราะแม้ค่าเบี้ยเลี้ยงแต่ละวันจะไม่ได้ถือว่าเยอะมาก(ประมาณค่าแรงขั้นต่ำต่อวันน่ะครับ) แต่ก็เชื่อว่าจะมีหลายๆ สิ่งที่พวกเราได้โดยไม่รู้ตัวครับ Wink
เอาล่ะ... เข้าสู่สาระประจำ blog ดีกว่าครับOpen-mouthed
'ระยะทาง' สำคัญไฉน?
แน่นอนครับ การวัดระยะทาง(distance) เป็นการวัดมาตรฐานที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วครับ
สาเหตุที่ต้องมีการวัดระยะทาง ก็เพื่อให้มนุษย์ในกลุ่มชนเดียวกันสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจกันถึง "ความยาวไกล" ของเส้นทาง
ถ้าเป็นหนังจีน ก็คงจะใช้หน่วยเป็น ลี้ (1 ลี้ = 500 เมตร) เซี้ยะ(1 เชียะ = 33.33 ซม.) 
หรือพวกหน่วยวัดอังกฤษ ก็อาจจะเป็นหน่วยหลา(1 หลา = 90 ซม.) หรือละอียดเป็นหน่วยฟุต (1 ฟุต = 30 ซม.)  
แต่ที่ผมจะนำเสนอวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการแปลงหน่วยครับHot
ทว่าเป็นเรื่องของ "วิธีการวัด" ความยาว.. เช่นหน่วยนิ้ววัดจากความยาวข้าวบาร์เล่ย์ 3 เมล็ดเรียงต่อกัน  
หรือหน่วยฟุต 1 ฟุตว่ากันว่าคือความยาวพระบาทของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั่นเอง
ที่มา: http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=127600
 
และเรื่องที่ผมจะมาเสนอในวันนี้ ไม่ใช่การวัดระยะทางด้วยไม้บรรทัด ตลับเมตร สายวัด หลักไมล์ อะไรเทือกนั้น
แต่เป็นการวัดระยะทางด้วย ความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ครับ Open-mouthed

ก็ขอเกริ่นก่อนครับ ว่าที่มีของโครงงานนี้ ผมได้ทำเพื่อเสนอโครงการ JSTP (อ่านรายละเอียดโครงการนี้ได้จาก www.jstp.org )
ส่วนแรงบันดาลใจก็ได้มาจาก ขณะที่ผมขับรถไปและฟังวิทยุไปพลาง ก็เกิดปัญหาว่าเสียงวิทยุนั้นมีความดังชัดไม่เท่ากันทุกที่
คือบางพื้นที่เป็นจุดที่ "คลื่นไม่ค่อยมี" ทำให้ขณะฟังเพลงแล้วเพลงเกิดความไม่ต่อเนื่อง Eye-rolling
ทำให้ผมรู้สึกว่า "คลื่นวิทยุ" (ซึ่งเป็น "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า") เป็นอะไรที่มีปัจจัยอื่นๆ จากสภาพแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง
ด้วยความสนใจ(ปนความ nerd) เลยไปลงเรียนวิชา Telecom Transmission ของผศ.ดร.พสุ แก้วปลั่ง ...จึงพบข้อมูลที่น่าสนใจ
ว่า "กำลังส่งของคลื่นวิทยุแปรผกผันกับระยะทางยกกำลังสอง" ซึ่งถูกอธิบายโดย Mr.Harald T. Friis (1893-1976)
และความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เอง ก่อให้เกิดที่มาของโครงงานนี้ครับ!
 
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนครับ ว่าภาพที่เอามาลงทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Slide ที่ผมได้นำเสนอในโครงการ JSTP
ดังนั้นก็ท่านใดสนใจจะนำไปใช้ในการนำเสนองานใดๆ ก็รบกวนลง credit ให้ทาง สวทช. ด้วยครับ
Hot

4
ที่มา:  www.enimatic-consulting.com
สมการด้านบนคือสมการที่แปลงมาจากสมการของ Friis ครับ
โดยสมการนี้บ่งบอกว่า เราสามารถหาระยะทางได้จากการวัดค่ากำลังส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(Ptotal) เมื่อพิจารณาว่าตัวแปรอื่นๆ มีค่าคงที่ครับ
Ptotal = กำลังฝั่งส่งออกจากเครื่องส่ง
Prec  = กำลังฝั่งรับ ซึ่งเครื่องรับมีอัตราขยายการรับคงที่
Aeff  = effective area หรือพื้นที่การรับคลื่น ซึ่งเป็นค่าคงที่ที่ได้จากเสาอากาศและสภาวะหนึ่งๆ

1
จากภาพด้านบน แสดงถึงหลักการสำคัญของโครงงานนี้ นั่นคือการปรับเปลี่ยนกำลังส่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปเรื่อยๆ
ซึ่งก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เครื่องรับนั้นมีอัตราการขยายคลื่นในการรับคงที่
ถ้าจะอธิบายโดยการสมมุติของหลักการนี้ก็คือ การขับรถจากกรุงเทพไปนครปฐม
กล่าวคือทั้งกรุงเทพและเชียงใหม่ต่างก็อยู่ห่างกันเป็นระยะทางเกือบ 60 กม. แต่ทั้งกรุงเทพและนครปฐมก็อยู่กับที่
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเปรียบได้กับรถยนต์ กำลังส่งเปรียบได้กับน้ำมันในถัง
ถ้าเติมน้ำมันเพียง 1 ลิตร(กำลังส่ง 1 W.) รถยนต์ก็ไปไม่ถึงนครปฐม แต่หากเติมน้ำมัน 10 ลิตร(กำลังส่ง 3 W.) รถยนต์ก็วิ่งไปถึงได้
ส่วนวิธีการบอกว่าต้องใช้น้ำมันเท่าไหร่ในการวิ่งจากกรุงเทพไปนครปฐม ก็ให้คนที่นครปฐมโทรศัพท์มาบอกคนที่กรุงเทพว่ารถยนต์มาถึงแล้ว
คนที่กรุงเทพ ซึ่งเป็นคนคอยเติมน้ำมันโดยไล่จากเติมน้อยๆ ไปจนกระทั่งเติมได้ค่าๆ หนึ่งและได้รับโทรศัพท์กลับมา ก็จะคำนวนระยะทางได้
เช่นว่าน้ำมัน 1 ลิตรรถวิ่งได้ 6 กม. ดังนั้นขณะที่เติมน้ำมันไป 10 ลิตรแล้วรถยนต์วิ่งไปถึงได้ แสดงว่าระยะทางคือ 6x10 = 60 กม. นั่นเอง 
 
23

ทีนี้ก็เกิดคำถามว่า กำลังส่งนั้นจะสามารถถูกปรับเพิ่ม-ลดได้อย่างไร ซึ่งคำตอบนั้นก็ต้องพิจารณาจากวงจรสมมูลด้านบน
นั่นคือกำลังส่ง Pt มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกระแสและ Rrad (ความต้านทานสมมูลของการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)
ทว่า Rrad นี้มีค่าคงที่เนื่องจาก Rrad นี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและเสาอากาศซึ่งมีค่าคงที่โดยประมาณ
และนอกจากนี้ กระแสในวงจรที่กำลังสนใจนี้ ก็ย่อมขึ้นตรงกับแรงดันของวงจรส่งด้วย
ดังนั้นก็เลยได้ข้อสรุปที่ว่า กำลังในการส่ง แปรผันตรงกับ แรงดัน Vวงจรนั่นเอง 

78

ดังนั้นขั้นตอนการทำงาน มี Flow Chart ดังรูปด้านบนสำหรับวงจรด้านส่งและวงจรด้านรับตามลำดับ
ในฝั่งตัวส่ง ผมเลือกใช้โมดูล MCP4922 ของ ETT ซึ่งเป็น D/A ขนาด 12 bits โดยรับสัญญาณ SPI จาก PIC 16F877
ซึ่งแรงดันที่แปรเปลี่ยนไปนี้ก็จ่ายเข้าไปยังโมดูล ST-TX02-ASK นำเข้าโดย inex ส่วนการ encode สัญญาณใช้ IC HT12E รับสัญญาณพัลส์จากวงจร 555
ส่วนตัวรับนั้นก็ใช้ MCU P89v51rd2 เป็นตัวควบคุม โดยตัว decode ใช้ IC เบอร์ HT12D ส่งสัญญาณขารับเข้าวงจร toggle detector

69
ก็อาจสงสัยว่า ทำไมต้องมี IC 555 และวงจร encoder/decoder เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สาเหตุก็ดังที่กล่าวไว้ใน slide ด้านขวาบนคือ จากการทดลองแรกๆ ของผมที่ใช้เฉพาะโมดูลตัวรับ/ส่งคลื่น 433 MHz อย่างเดียวโดยส่งสัญญาณจาก MCU เลย
พบว่ามีสัญญาณในอากาศที่มี protocol คล้ายกับที่ผมส่งออกไป ทำให้ตัวรับสามารถรับได้อยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นการแก้ปัญหาด้วยวงจรไฟฟ้าจึงถูกนำเข้ามาใช้ โดยการนำ IC encoder และ decoder เข้ามาสร้าง protocol ขึ้น
แต่ทว่าด้วยเหตุที่ IC นี้หากไม่มีกำลังคลื่นส่งมาอย่างต่อเนื่อง (เพราะโครงงานนี้ปรับเปลี่ยนกำลังส่งไปเรื่อยๆ น่ะครับ) ทำให้ค่าขาออกไม่มีความแน่นอนระหว่าง 0/1
ผมจึงเลือกใช้วงจร 555 เข้ามาช่วยในการสร้างสัญญาณพัลส์ เพื่อให้ฝั่งรับทราบได้ว่าสัญญาณที่ส่งมานั้นมาถึงแล้วจริงๆ (มีการเปลี่ยนแปลง 0101.. ไปเรื่อยๆ)
512
มาถึงขั้นตอนการทดลอง ในรูปด้านซ้ายบนจะแสดงวงจรตัวส่งและตัวรับตามลำดับ
ส่วนรูปด้านขวาบนแผมจะใช้วิธีการเลื่อนเครื่องรับไปเรื่อยๆ ทุกๆ 2 เมตรโดยอาศัยขวดแก้วที่วางไว้เป็นหลัก
13
ผลที่ได้รับก็เป็นกราฟข้างต้น คือยิ่งระยะทางเพิ่มขึ้นก็ต้องใช้กำลังส่งที่มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี
ทว่าอาจมีการกระเพื่อมของกราฟอันเนื่องมาจากในช่วงที่ผมทดลองนั้นแบตเตอรี่อ่อนลงอย่างมากส่งผลให้เกิดค่าผิดพลาดทางแรงดัน R C
และกอปรตอนนั้นเป็นช่วงเย็นแล้ว เลยไม่สะดวกที่จะออกไปหาถ่านมาเปลี่ยนแล้วทำการทดลองซ้ำ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กราฟข้างต้นก็ยืนยันได้ว่า เป็นไปได้ที่จะหาระยะทางจากค่าความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าครับWink
 
ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องขอขอบคุณสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ให้ทุนสนับสนุนผมทำโครงการนี้ (10,000 บาท)
และก็ขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ JSTP10 ทุกคน ที่ให้ความฮาและกำลังใจในการทำโปรเจคนี้ของผม
เพราะยอมรับจริงๆ ว่ามีช่วงหนึ่งที่งานหนักมากๆ จนมีความคิดขี้เกียจทำโครงงานนี้ต่อ
แต่ก็ได้เพื่อนๆ JSTP มาคอยไซโคฯ ว่าโครงงานเสร็จแล้ว เหลือแต่ทำรายงาน.. ทำให้ผมฮึดสู้ไม่ยอมน้อยหน้า 555+
ถึงแม้ค่ายระยะสั้นจะจบไปแล้ว... แต่ยังไงซะ.. ผมเชื่อว่าเราก็คงได้เจอกันอีกฮะWink

ขอบคุณที่ติดตามครับ!!!

y1pNm2fvpBq-LKRwJc49nW2HhoCqAmaeQ-aMewuqgXEwEk2WovXNFXFJfZzBrdCPfFWmx6vzIXZkAU
รูปขณะที่ผมไปนำเสนอโครงงาน (จาก space น้องแบงค์ สาขาวิศวะครับ)




1月23日

+แชมป์แรก+

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน!Hot
วันนี้เป็นวันที่ 23 ม.ค.2551 .. เรียกได้ว่าผมไม่ได้อัพเดตบล๊อกมาเกือบ 1 เดือนเลยทีเดียว
แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ก็มีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิตผม ทั้งดีและไม่ดี (รวมถึงการสอบกลางภาคที่ผ่านพ้นไปด้วย)
 ...ความจริงแล้ว เมื่อวานนี้ (วันที่ 22 ม.ค. 2551) ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของผมอีกครั้ง
ก็ต้องขอขอบคุณสำหรับหลายๆ ท่านที่ร่วมอวยพรวันเกิด ทั้งทาง sms ทางโทรศัพท์ หรือร่วมก๊วนกับผมไปทำบุญด้วยกันที่วัดปทุมฯ 
และขอบคุณครอบครัวที่ยังให้ความสำคัญกับวันคล้ายวันเกิดนั้นด้วย
แต่สำหรับท่านที่จำไม่ได้ ก็ไม่ต้องรู้สึกกลัวผมน้อยใจ.. เพราะไม่มีใครจำวันเกิดคนรู้จักได้ครบทุกคนหรอกครับ(ผมก็เช่นกันEmbarrassed)
 
ซึ่งทำให้วันนี้ ผมก็เรียกตัวเองได้ว่า บรรลุนิติภาวะมาแล้ว 1 ปีเต็ม
แม้ว่าทางกฎหมายจะบอกอย่างนั้น แต่ผมก็รู้สึกว่าการตัดสินใจในหลายๆ ครั้งจำต้องปรึกษาผู้ที่อาวุโสกว่าอยู่เสมอ
ผมจึงรู้สึกว่า อายุนั้นมิใช่สิ่งที่จะกำหนดความเฉลียวฉลาด ความเก่งกาจ หรือคุณวุฒิได้
แต่สิ่งที่จะบ่มเพาะให้บุคคลมีการพัฒนาได้นั้น... เห็นจะเป็น ความใฝ่รู้ ครับ
เด็กมีพัฒนาการทางความรู้เร็วกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีเรื่องที่ยังไม่รู้เยอะ.. เลยอยากรู้
ดังนั้นผู้ใหญ่ ที่เมื่อไหร่คิดว่าตนเองรู้แล้ว เกิดหมดการอยากรู้(หมดไฟ) .. ก็เลยไม่มีพัฒนาการ
   เราจึงควรตั้งตน ให้เป็นผู้ที่ใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอครับWink


เห็นชื่อ blog แล้ว.. เชื่อว่าทุกท่านคงดักทางได้ครับ
IMG_5222
    ใช่แล้วครับ.. การแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์อัตโนมัติชิงแชมป์ประเทศไทยประจำปี 2551 ก็คือ
ทีม
 PLASMA-Z จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นเองครับ 
...ซึ่งผมเองก็โชคดีครับ ที่ลงเรือกับทีมนี้ทัน ทำให้พลอยได้รับรางวัลชนะเลิศไปกับเค้าด้วย 55+
สมาชิกในทีม (จากซ้าย) : เอ แบงค์ แม๊กเป็ด ผม(นั่ง) กุ๊ก ยิ้ง(นั่ง) ที ทองอู๋ จีโนม กร(นั่ง) 

แต่ก็ต้องยอมรับครับ ว่ารางวัลที่ได้รับมานี้ ไม่ใช่ได้มาอย่างง่ายดาย
เพราะทีมจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่างก็มีการพัฒนาทั้งทางด้าน AI vision elec และ mechanic
จนเรียกได้ว่ายกการแข่งขันระดับในประเทศขึ้นเทียบเท่ากับ ระดับ World class เลยทีเดียวครับ
   และแน่นอนครับ เครดิตที่ต้องยกให้ไปเต็มๆ ก็คือ รุ่นพี่ทีม PLASMA-Z ปี 2007 ที่สรรค์สร้างหุ่นและโปรแกรมรุ่นนี้ขึ้นมา
ทำให้พวกเราซึ่งเพียงรับเอาเทคโนโลยีนี้มาศึกษาและปรับปรุง minor change ใช้สำหรับการแข่งขัน เป็นไปได้โดยสะดวก
อีกทั้งสปอนเซอร์หลักคือบริษัทซีเกต(ประเทศไทย) ที่ลงทุนจัดการแข่งขันรายการนี้มา 6 ปีแล้ว .. ให้เยาวชนมีเวทีประลองความคิด
และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สุดยอดเจ้าภาพประจำปีนี้ครับ
   ซึ่งพวกเราก็สัญญาครับ ว่าในอีก 5 เดือนที่เหลือนี้ จะพยายามทำงานอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ ในการพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นปี 2008

เพื่อเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ไปคว้าตำแหน่งแชมป์โลกในรายการ World Robocup Soccer 08
ที่เมือง suzhou ประเทศจีน ในช่วงเดือนกรกฏาคม 2551 ที่จะถึงนี้ ให้ได้ครับ
 
ปล.1สำหรับรูปหุ่นยนต์นั้น ก็สามารถกด link ใต้รูปภาพ เพื่อเข้าไปชมรูปและบรรยากาศการแข่งขันได้โดยตรงครับ
ปล.2เนื่องจากหุ่นยนต์รุ่นนี้ผมไม่ใช่ผู้ออกแบบโดยตรง จึงไม่อยากนำระบบทั้งหมดมาแบะโชว์เหมือนที่ผ่านมาครับ
      แต่อีกซักพักหนึ่งจะมานำเสนอระบบของการควบคุมหุ่นยนต์ทั้งหมด และโครงสร้างหุ่นยนต์โดยคร่าวๆ ฮะ
12月15日

เมื่อหุ่นยนต์เตะฟุตบอล...

สวัสดีครับทุกท่าน!
วันนี้ก็วันที่ 15 ธันวาคมแล้วนะครับ .. รู้สึกเวลาช่างผ่านไปเร็วปานกามนิตหนุ่มเสียจริง
ในช่วงหลังจากนี้จนถึงสิ้นเดือน ก็คงจะมีวันสำคัญหลายๆ วันเกิดขึ้นมากมาย อาทิเช่น
วันที่ 21 ธ.ค. เป็นวันสอบกลางภาควันแรกของมหาวิทยาลัยผม
วันที่ 23 ธ.ค. เป็นวันเลือกตั้ง
วันที่ 25 ธ.ค. วันคริสมาสต์
วันที่ 29 ธ.ค. เริ่มหยุดปีใหม่แล้วจ้า
   จะเห็นได้ว่า ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ครึ่งเดือน ก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายครับ
เป็นเหตุการณ์ที่อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ความเป็นไป และความเป็นไปได้(ที่จะได้งานดีๆ) ของหลายๆ ตน
ดังนั้น จึงคิดได้ว่า สำหรับท่านที่ อยากพยายามทำอะไรบางอย่างให้เต็มที่ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้ผลลัพท์ในระยะยาวที่ดี
ช่วงครึ่งเดือนนี้แหละครับ.. คือ "ช่วงเวลาอันมีค่า" ของท่าน ที่จะทำสิ่งนั้นใส่แว่น


วันนี้มีอะไรบ้าง?
เรื่องแรก
เนื่องด้วยมีผู้เข้าเยี่ยมชม space บางท่าน ได้ส่งข้อความมา โดยมีใจความประมาณว่า เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบการเคลื่อนที่แบบหนึ่ง
ทว่าด้วยเหตุขัดข้องทางเทคนิค

ทำให้ผมไม่สามารถส่งข้อมูลดังกล่าวกลับไปให้ได้ (อาจจะเพราะไม่ได้ตั้งค่าให้ allow for all of users อ่ะครับ) 
ดังนั้น.. ผมจำต้องขอตอบผ่านทาง blog นี้นะครับ (ขออภัยล่วงหน้านะฮะ ที่นำมาลงเขินอาย)

"คือว่าตอนนี้กำลังทำโมเดล
โมเดลเป็นประมาณว่า เฟืองเคลื่อนที่บนรางซี่ๆคล้ายๆรางรถไฟน่ะคะ
แต่อยากให้ที่เฟืองมีการทุ่นแรงด้วย
โดยการหมุนเฟืองตัวเล็ก ให้ไปหมุนเฟืองตัวใหญ่
แล้วตัวใหญ่เคลื่อนที่ไปตามราง(รางตรง)
แต่ไม่ทราบว่าจะออกแบบระบบนี้ยังไง
ไม่ก้ออยากใช้ระบบรอก
แบบหมุนจุดต้นราง แล้วเฟืองเคลื่อนที่ไปเรื่อยจนสุดราง"

ก่อนอื่นต้องสารภาพครับ อ่านจากข้อความที่ส่งมา ผมยังเดาไม่ออกครับ ว่าโมเดลที่ว่านี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร
แต่โดยหลักๆ เข้าใจว่าระบบที่คุณติ๊กพูดมาน่าจะหมายถึงระบบ rack&pinion นะครับ (รูปแสดงอยู่ด้านล่างซ้าย)
คือเป็นการประยุกต์ใช้ระบบนี้มาทำการขับเคลื่อนเฟืองกลมแทน โดยให้ตัวเคลื่อนที่แทนที่จะเป็นเฟืองตรง(rack) .. ก็ล็อคให้มันอยู่กับที่ซะ
แล้วส่วนตัวที่เคลื่อนที่ก็กลายเป็นเฟืองกลม(pinion gear) แทน โดยวิ่งไปบนรางเฟืองตรงนั่น โดยมีชุดส่งกำลังอยู่บนเฟืองกลม

  rackpinion578448electraride_II
ทำให้ระบบที่ผมเห็นว่าน่าจะเหมาะก็คือ รูปกลางด้านบนครับ.. ควรจะมีล้อ(wheels)มารับทั้งสองข้าง โดยล้องทั้งสองก็วิ่งอยู่บนราง(rail) 
ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักทั้งหมดของระบบส่วนที่เคลื่อนที่ กดลงไปบนฟันของเฟืองทั้งสองโดยตรง เพราะปกติแล้วเฟืองจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเช่นนี้
กับประโยชน์อีกข้อก็คือ ล้อทั้งสองจะช่วยคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของเฟืองกลม ให้ฟันของมันขนานกับฟันของเฟืองตรงตลอดการเคลื่อนที่ครับ

Scan10003

ส่วนปัญหาที่ถามว่า แล้วหากจะทดเฟืองส่งกำลัง เพื่อเพิ่มแรงบิดให้กับเจ้าเฟืองตัวใหญ่ ผมได้แสดงคร่าวๆ ไว้ในรูปด้านบนครับ
สิ่งที่จำเป็นสำหรับการทดเฟืองนั้น คือ "กล่องเกียร์" หรือ gear box นั่นเองครับ
เพราะนอกจากจะเป็นการกำหนดระยะห่างระหว่างเกียร์แล้ว gear box ที่ดีจะช่วยลดการสูญเสียพลังงานไปในรูปของแรงเสียงทานด้วยครับ
ทว่าในเบื้องต้น หากทำแค่โมเดล .. ผมเห็นว่าการทำกล่องเกียร์จาก "ไม้อัด" ไม่น่าจะเสียหายอะไรครับ
ส่วนวิธีการเคลื่อนที่ อาจใช้มอเตอร์ความเร็วต่ำติดไว้ที่เฟืองตัวเล็กครับ.. เพื่อขับเฟืองกลมใหญ่โดยตรง
เพราะที่ต้องระวังก็คือ คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงมอเตอร์ จะนึกถึงมอเตอร์ทามิย่าครับ ซึ่งมันมีความเร็วรอบสูงทว่าแรงบิดสูงสุดมีค่าน้อย.. ทำให้ใช้งานลำบาก
ดังนั้นผมแนะนำครับ ว่าลองไปที่บ้านหม้อพลาซ่าชั้นสอง รึไม่ก็ที่คลองถม .. ลองหาซื้อมอเตอร์มือสองขนาดเล็กๆ ราคา 50-300 บาท ซึ่งมีชุดเกียร์ในตัวมาใช้ครับ 

ปัญหาที่คาดว่าน่าจะเจอ.. คือการทำเฟืองตรง(rack) ให้มีระยะฟันสม่ำเสมอครับ
ความจริงแล้ว ก็เคยเห็นมีขายครับ ที่บ้านหม้อพลาซ่าชั้นสอง .. ทั้งแบบเหล็กและแบบพลาสติก (ทว่าราคาค่อนข้างแพง ประมาณ 500 บาทได้)
ดังนั้นหากจะใช้เยอะๆ ที่ผมเคยทำก็คือ ซื้อมาอันนึงแล้ว หล่อแบบด้วยเรซิ่น 
โดยอาจจะใช้ปูนปลาสเตอร์/ยางพารา/ซิลิโคน เป็น mold ก็ได้ครับ(เหมือนที่ผมเคยทำใน blog ก่อนๆ)

ส่วนอีกระบบนึงที่ว่าจะใช้รอก ตั้งจุดหมุนไว้ต้นทาง แล้วดึงเชือกไปเรื่อยๆ ให้เฟือง pinion หมุนไป
คล้ายกับเอาม้วนด้ายมาแล้วดึงด้ายออกด้วยองศาหนึ่งๆ แล้วแกนด้ายจะวิ่งไปด้านหน้านั้น
ผมเห็นว่าทำได้ยากครับ เพราะระบบจะมีความเร่งเข้ามาเกี่ยวข้อง+ควบคุมความเร็วได้ยาก
และนอกจากนี้ถ้าเป็นระบบง่ายๆ อาจทำให้เฟืองหมุนไปได้แค่ทางเดียว หมุนกลับไม่ได้
ดังนั้นก็ขอเอาใจช่วยครับ ถ้าติดปัญหาอะไรก็สามารถถามได้เรื่อยๆ ฮะ.. ถือว่าได้แลกเปลี่ยน know how & know why กันครับใส่แว่น 

ปล.สำหรับท่านที่คิดว่าน่าจะมีวิธีอื่นๆ ที่ดียิ่งกว่านี้ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ครับ ^^


เรื่องที่สอง
มาประชาสัมพันธ์งานแข่งขันหุ่นยนต์ครับ 55+
หลายท่านอาจจะทราบแล้วว่า โครงการหลักอันดับหนึ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้
ก็คือการอ่านหนังสือเตรียมสอบครับ...




... เอ่อ ครับ นั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ถ้าไม่พูดถึงเรื่องวิธีการประเมินคุณค่าของคนด้วยกระดาษ 10 แผ่นและปากกา 1 ด้ามแล้วล่ะก็
เห็นว่าโครงการอันดับหนึ่งจริงๆ ก็คือ การประดิษฐ์ หุ่นยนต์เตะฟุตบอลชิงแชมป์ประเทศไทย ครับยิ้มแฉ่ง
แม้ว่าตามหลักสูตรแล้วผมจะอยู่ภาควิศวกรรมไฟฟ้า แต่ในการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ ผมมักจะทำในส่วนงานเครื่องกลเสมอๆ
แน่นอนครับ รายการนี้ก็เช่นกัน .. ผมก็เป็นทีมออกแบบและปรับปรุงโครงสร้างหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ในทีม PLASMA-Z 
ซึ่งทีม PLASMA-Z นี้ก็เป็นทีมที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นพี่จนมาถึงรุ่นของผม(คือพวกปี 3) ครับ

ในปีที่ผ่านๆ มา เราก็ทำผลงานในระดับโลกไว้มากมาย โดยในปีที่แล้วเราก็ได้อันดับที่ 2 ของโลกมา (เพราะไปแพ้จุดโทษในรอบชิง)
ดังนั้นในปีนี้ ที่การแข่งขันจะจัดขึ้น ณ เมือง Suzhou, China .. มันก็เป็นแรงกดดันพอสมควรที่เราจะต้องทำให้ดีหรือไม่น้อยกว่าที่ 2 ของโลกครับ
ทว่า.. ก่อนที่จะไประดับโลกได้นั้น ก็ต้องทำการแข่งคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเสียก่อนครับ
untitled

....นี่เลยครับ การแข่งขันเพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยที่ว่า
วันที่ 11-12 ม.ค 2551 ที่จะถึงนี้ครับ ณ ห้างพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า
ท่านใดที่สนใจ ก็สามารถแวะเวียนไปเยี่ยมชมได้ครับ
และถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป จะมาร่วมเชียร์ทีม PLASMA-Z จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยก็ได้นะครับ ใส่แว่น

ก็ขอให้ทุกท่านโชคดี กับ "ครึ่งเดือน" ที่เหลือนี้นะครับ
ใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่า เพื่อที่ว่าเมื่อขึ้นปีใหม่ เราจะได้นึกภูมิใจในเหตุการณ์จากปีที่ผ่านมา
ขอบคุณที่ติดตามครับขยิบตา

9月13日

!!วันเยาวชนแห่งชาติ!!

สวัสดีครับ!
พบกันอีกแล้วนะครับ กับช่วงเวลาอันตราย สำหรับผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาHot
เพราะช่วงกลางๆ ถึงปลายๆ เดือนกันยายนนี้ ก็เหมือนจะกลายเป็นสูตรนิยมไปแล้วสำหรับทุกสถาบันการศึกษา..
...ที่จะจัดให้มีการ สอบปลายภาค หรือ สอบ FINAL ขึ้น
แน่นอนครับ โดยส่วนตัวผมผู้ซึ่งยังอยู่ในวัฏภาระนี้ ก็หนีไม่พ้นปรากฎการณ์ "อ่านหนังสือไม่ทัน" เฉกเช่นเดียวกับพี่น้องร่วมชะตากรรมท่านอื่นๆ
เพราะแม้ว่าจะวางแผนการอ่านหนังสือมาดีเพียงไร แต่สุดท้าย ผมก็มักจะมีภารกิจเร่งด่วนเข้ามาหาอยู่เสมอ
ส่งผลให้ เมื่อครั้นถึงเวลาคืนก่อนสอบ.. ก็มักจะหมดสติไปคาหนังสือนั่นเองครับSleepy


...ในเมื่ออ่านหนังสือไม่ทัน แล้วมานั่งอัพฯ blog ทำไมหล่ะ?
คำตอบนั้นก็คือ อัพเดตเพื่อประชาสัมพันธ์

วันเยาวชนแห่งชาติ
ที่จะมีในวันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2550 นี้ครับAngel

...ความจริงแล้ว ผมก็ได้อ่านผลสำรวจเยาวชนและบุคคลทั่วไปในประเทศ
พบว่ามีไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ทราบว่าวันเยาวชนแห่งชาติคือวันที่ 20 กันยายน ของทุกปี
สาเหตุที่เป็นวันนี้ก็เพราะ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของยุวกษัตริย์สองพระองค์คือ ล้นเกล้าร.5 และร.8
(ดังนั้นใครที่บอก เลื่อนวันไปหน่อยเถอะ มันใกล้สอบแล้ว.. ก็คงเลื่อนไม่ได้ครับ เพราเป็นวันที่มีที่มาที่ไปEye-rolling)
นอกจากนี้ ก็มีไม่กี่คน ที่ทราบว่า
เยาวชนคือบุคคลที่มีอายุอยู่ในช่วง 15-25 ปี
ซึ่งต่างจาก "เด็ก" เพราะเด็กจะมีอายุไม่เกิน 15 ปี 
(แต่จะว่าไป ..ข้อมูลเหล่านี้ผมก็เพิ่งรับทราบ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เองครับ Embarrassed)

มาพูดถึงงานวันเยาวชนกันบ้างดีกว่า
ในส่วนของราชการ ก็คงจะมีการจัดกิจกรรมอะไรเป็นประจำเหมือนทุกปี
.. เช่นมอบรางวัลเยาวชนดีเด่น กิจกรรมส่งเสริมเยาวชน ฯลฯ
ทว่า.. ในส่วนของ
เครือข่ายเยาวชน ..ซึ่งผมก็สังกัดอยู่ในเครือข่ายนี้ด้วย (ไม่รู้หล่ะสิ)
ก็จะทำการจัดงานขึ้นที่
Center Point เวลา 16.00-20.30 น. 
โดยเนื้อหางาน ก็จะมุ่งเน้นให้เยาวชนมาทำความดีกันมากขึ้น
รวมไปถึงการเชิญบุคคลที่ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่างๆ มาพูดคุยเล่าถึงประสบการณ์ในวัยเด็ก
และนอกจากนี้ก็ยังจะมี ตลาดนัดย่อมๆ หรือการออกร้านของเยาวชนซึ่งจะนำรายได้จากการขายของเหล่านั้นไปทำบุญทั้งหมดครับRed heart


ในส่วนของงานที่ผมทำในคราวนี้ ความจริงแล้วก็สังกัดอยู่ในฝ่าย PR ครับ
ทว่าหน้าที่ที่ผมทำ ก็คือสังกัดอยู่ในกองบรรณาธิการนิตยสารแจกฟรีเพื่อโปรโม
งานวันเยาวชนแห่งชาตินี้แหละครับ
ซึ่งเบื้องหลังการถ่ายทำ หลายท่านอาจจะไม่เชื่อ ว่านิตยสารหนา 40 หน้าเล่มนี้ เราใช้เวลาทำทั้งสิ้นเพียง 5 วัน
แน่นอนครับ มันก็เลยทำให้ผมและเพื่อนๆ อดหลับอดนอน และวุ่นวายกันไปพอสมควร
(สำหรับนิตยสารเล่มนี้จะพิมพ์มาเพียง 6000 เล่ม สำหรับแจกทั่วกรุงเทพ.. ดังนั้นใครที่อยากได้ก็ต้องแย่งกันหน่อยนะครับ เริ่มแจกวันที่ 14 ก.ย. เป็นต้นไปฮะ)

  แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก็มีอยู่คอลัมน์หนึ่ง ซึ่งผมดูแลอยู่.. นั่นก็คือ การถ่าย
Moral Fashion
ซึ่งการถ่ายแฟชั่นแบบนี้ ก็จะต่างจากแฟชั่นตามนิตยสารวัยรุ่นทั่วไป เพราะฉากของนางแบบ จะถูกวางอยู่ในกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม
การถ่ายแบบครั้งนี้ ก็ใช้เวลาทั้งสิ้น 2 วัน กับ 4 นางแบบได้แก่ น้องบิวตี้ น้องพดด้วง น้องเอ้ก น้องเดียร์ (ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเฟรชชี่จากจุฬาฯ นั่นเองHot)
หลังจากจบการถ่ายแบบ เมื่อมาประมวลรูป.. ผมก็พบกับสิ่งที่แปลกตาพอสมควร
เพราะสิ่งที่น่าชื่นชมในภาพนั้น มิได้มีแค่รูปลักษณ์ของนางแบบแต่อย่างเดียว ทว่ารวมไปถึงการกระทำของน้องๆ นางแบบเหล่านั้นด้วย
และอีกครู่หนึ่งก็หวนนึกไปถึง sms ที่นายอรรถกรเพื่อนผม เคยส่งมา
  "
ความสวยงามใช่ว่าจะดีเสมอไป
   แต่ความดีนี่สิ สวยงามเสมอ
"

  ทว่าถึงแม้จะรู้สึกยิ้มได้ในใจ .. พี่หยู(ช่างกล้อง)ก็เปรยให้คิด ว่าแม้เขาเองจะถ่ายรูปมานับหมื่นๆ รูป แต่รูปที่ถ่ายในคราวนี้
กลับไม่คุ้นตา
เหมือนว่า ภาพต่างๆ เหล่านี้ มันได้เลือนหายไปจากสังคมไทยเสียแล้ว
.. โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่
ดังนั้น ผมจึงไม่อยากให้มองว่า การถ่ายแฟชั่นครั้งนี้ เป็นแค่การ "สร้างภาพ" หรือจัดฉากของนางแบบ
แต่อยากให้มองว่า เป็นการ "นำภาพ" ที่พวกเราอยากเห็น กลับมาสู่สังคมไทยเราอีกครั้ง

   ถึงอย่างไร ผมก็เชื่อว่า มีอีกหลายคนที่อยากจะทำความดีให้กับสังคม แต่ดันไปกลัวผลที่จะตามมาเล็กๆ น้อยๆ เช่นเพื่อนล้อ รึคนหมั่นไส้
ทว่าหากพิจารณาถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น คือมีความดีเกิดขึ้นในสังคม เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของคุณธรรม
มันก็ดูเหมือนว่า น่าจะเป็นเรื่องที่สมควรแก่การกระทำ มากกว่าการไปเหนียมอาย..
...อย่าอาย ที่จะทำดี

                      "ทำดี ไร้ยางอาย"
                                                                                                               แล้วพบกันนะครับ วันที่ 20 กันยา นี้
                                                                                                               16.00-20.30 น. center point ,siam square 
                                                                                                               ขอบคุณที่ติดตามครับ Hot