| gap 的个人资料นักประดิษฐ์อิสระ照片日志列表 | 帮助 |
|
11月17日 ++เทคโนโลยียุคก่อนประวัติศาสตร์++สวัสดีครับ พบกันอีกแล้ว
ก่อนอื่นก็ต้องขออภัยครับ ที่ผมอัพเดตบล๊อกช้าไปหน่อย (แต่ทำไมมันขึ้นว่าอัพเดตอยู่ตลอดใช่มะ) ซึ่งสาเหตุก็มาจาก ช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมานี้ไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเท่าไหร่ฮะ เพราะวันๆ ก็หมดไปกับการตามล่าหาหนังสือเรียนมามีไว้ครอบครอง.. ทั้งการยืมหรือการซื้อก็ตามที อีกด้านหนึ่งก็หมดไปกับการชำระงานที่ค้างคาในแต่ละวัน ซึ่งเยอะพอสมควร ส่วนสาเหตุสุดท้าย.. ก็เล่นเกมส์ครับ(วินนิ่ง10 ที่เพิ่งได้มาไม่นาน ฮ่าๆ แต่เดี๋ยวก็คงจะเลิกแล้วครับ เพราะรู้สึกว่าถ้าแต่ละวันผมต้องมาเสียเวลา 2-3 ชม.เพื่อเล่นเกมส์ มันก็คงไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้วหล่ะครับ เหอๆ เรื่องที่สอง เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมาผมก็ไป "งานโฮม666" มา ตอนก่อนที่จะไปก็โทรไปนัดเพื่อนๆ .. ปรากฎไม่ค่อยมีใครไปเลยเพราะติดภารกิจกับทางบ้านซะส่วนใหญ่ ก็มีบ้างที่บอกจะพยายามไป ก็คือนางสาวมะพร้าว กับนายอ๊บ (นามสมมุติ.. ฮี่ๆ) ซึ่งผมก็คิดในใจว่า "เอาวะ.. ไปกันสองสามคนก็ยังดี ทว่าเมื่อถึงเวลา 18.00 น.วันงาน ก็กลับเหลือผมเพียงคนเดียว --" ทำให้งานนั้นเป็นงานโฮมที่เพื่อนในรุ่นผมไปน้อยที่สุดครับ (รวมสุทธิ 0 คน) รู้สึกเซ็งเหมือนกันนะเนี่ย.. ทว่า.. เมื่อได้เข้าไปอยู่ในงานแล้วก็รู้สึกไม่เหมือนมาคนเดียวครับ อบอุ่นมาก~ นั่นสินะ.. ถ้ายังรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว จะเรียกว่ามา "งานโฮม" ได้อย่างไร ปล.แต่คุณไฟท์กับคุณบุ๊ค วันนั้นแต่งเว่อร์มากครับ ฮ่าๆ เอาหล่ะ มาเข้าเรื่องของวันนี้กันดีกว่า เพราะบางท่านอาจจะเริ่มใคร่รู้แล้วครับ ว่าเทคโนโลยีก่อนประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร (อาจจะถูกใจคุณ canon และคุณ Hazter พอสมควร) ที่มาของหัวข้อบล๊อกคราวนี้ ก็มาจากการที่ผมไปลงเรียนวิชา โบราณคดีในประเทศไทย ไว้ครับในเทอมนี้ และเมื่อวันพฤหัสที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา อาจารย์ท่านก็ให้พวกเราไปดูนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (ติดม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์) โดยมีหัวข้อการทำรายงานเกี่ยวกับ อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งผมเห็นว่า เรื่องเหล่านี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจพอสมควรครับ ก่อนที่เราจะก้าวไปยังอนาคต.. เราก็ต้องศึกษาอดีตเสียก่อน เพราะอดีตคือตัวบ่งบอกถึงองค์ความรู้ อันเป็นรากฐานที่สำคัญของอนาคตครับ
ก่อนที่จะเข้าเรื่องผมขอแนะนำตัวละครอันจะเป็นตัวแทนของผมก่อนครับ
เขามีนามว่า... นาย gap (ชื่อเหมือนกันกับผมนั่นแหละ) นาย gap คนนี้ก็จะเป็นผู้ช่วยผมในคราวนี้และคราวถัดๆ ไป.. ในส่วนของการอธิบายบางอย่างที่ต้องการการขยายความครับ ทว่า .. ในคราวนี้บทบาทเค้าอาจจะน้อยหน่อย (อันเนื่องมาจากตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์วาด ฮี่ๆ เอาหล่ะครับ.. ถ้าทุกท่านพร้อมแล้ว ก็ขอเชิญท่องอดีตย้อนเวลา.. ไปในการสนทนากับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านทางการวิคราะห์หลักฐานโบราณวัตถุครับ ทีมนักโบราณคดีจำเป็น(จากซ้ายไปขวา): ทองอู๋, ผม, ป๊อบอาย, เอก, แบ๊งค์, วิธ เริ่มด้วยเรื่องแรกครับ... การปั้นภาชนะดินเผา ภาชนะดินเผาเป็นสิ่งที่มีคู่บ้านคู่เมืองมานานแล้วครับ ถ้าเป็นสมัยยังจำความได้ เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นที่ฮือฮากันก็เห็นจะเป็นเครื่องสังคโลกสมัยสุโขไท หากย้อนไปก่อนหน้านั้นอีก ก็อาจจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาสมัยทวารวดี.. ทว่า.. ช่วงเวลาที่เราจะไปในครั้งนี้ ก็คือย้อนหลังไป 2000-5000 ปีครับ (เป็นสมัยที่น้ำทะเลยังท่วมขึ้นมาถึงลพบุรีอยู่เลย) นี่คือสองรูปแรกที่อยากให้ชมครับ.. เป็นภาชนะดินเผาของชุมชนบ้านโนนวัด (อยู่ในจังหวัดนครราชสีมาปัจจุบัน) รูปทรงของหม้อใบนี้จะเป็นทรงปากแตรครับ คือบริเวณปากจะมีลักษณะบานออก ทำให้นักโบราณคดีบางท่านวิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นภาชนะสำหรับใส่ของเหลว เพราะลักษณะของปากที่บานออกนั้น ความจริงผมก็ค่อนข้างเชื่อสมมุติฐานนี้ครับ เพราะเมื่อผมลองพิจารณาดูหม้อใบนี้ใกล้ๆ ก็สังเกตเห็นลายขูดที่เป็นทาง(รูปด้านขวา) บริเวณด้านข้างของหม้อ โดยไล่จากบนลงล่าง โดยทำมุมเฉียงประมาณ 20 องศาจากเส้นแนวดิ่ง ซึ่งลายขูดแบบนี้ ผมก็ไปสังเกตเห็นว่ามีอยู่ในด้ามจับของ "หินดุ" เช่นกันครับ เพราะทั้งหินดุและหม้อทรงปากแตรนี้ ต่างก็ถูกใช้ในสถาวะที่ชื้นหรือมีของเหลวอันอาจทำให้เกิดการลื่นมือได้เช่นกันครับ (สำหรับหินดุที่ว่านี้ ผมจะขออธิบายในรูปกระบวนการปั้นหม้อครับ ) รูปถัดมาอีก 2 รูปนี้ ด้านซ้ายเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เรารู้จักกันดีครับ.. ในนามของ "หม้อบ้านเชียง" บ้านเชียงนี้มีชื่อในเรื่องของการปั้นหม้อที่ได้คุณภาพและผลิตได้ที่ละปริมาณมากๆ อีกทั้งลวดลายที่วาดลงบนหม้อบ้านเชียง จะเป็นลายแบบต่อเนื่องและมั่นคง กล่าวคือเป็นลวดลายที่เกิดจากเส้นที่ลงหมึกลากอย่างมั่นใจ ไม่มีร่องรอยของการลังเลระหว่างวาด และไม่พบการร่างลวดลายก่อนวาดแต่อย่างใด นั่นแสดงให้เห็นถึงความชำนาญอันเกิดจากประสบการณ์ของช่างปั้นบ้านเชียงในสมัยนั้นครับ และในรูปด้านขวานั้นผมจำไม่ได้ครับว่ามาจากแหล่งใด แต่สาเหตุที่นำมาแสดงด้วยก็เพื่อให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันของลักษณะทางกายภาพ คือเป็นทรงปากแตรเช่นกัน คนโบราณนั้นแม้จะอยู่ห่างไกลกันจนไม่น่าที่จะเดินทางไปติดต่อกันได้ ทว่าการคิดออกแบบเครื่องปั้นดินเผาก็กลับออกมามีลักษณะคล้ายกันอย่างเหลือเชื่อครับ รูปด้านบนนี้จะแสดงขั้นตอนการปั้นหม้อดินเผาครับ และหินดุที่กล่าวไปข้างต้นนั้นก็ถูกนำมาใช้ในการขึ้นรูปหม้อดังที่เห็นในภาพนี้ (รูปย่อยด้านขวาบนสุดหน่ะ) สรุปแล้วตัวหินดุนี้ จะเป็นตัวเอาไว้คอยดันด้านในหม้อมิให้เสียรูปครับ เวลาช่างปั้นตีตกแต่งหม้อด้วยไม้ลาย ต่อมาผมขอนำเสนอเรื่องของ การหล่อ บ้างครับ การหล่อนั้นแท้จริงแล้วไม่ยากเลยครับ แค่ลองหยิบรูปผมขึ้นมาดูก็จะพบกับความหล่อ.. อ๊ะ ม่ายช่าย ฮ่ะๆ สมัยโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นการหล่อมีหลายเนื้อวัสดุครับ อาทิเช่นการหล่อด้วยสำริด หล่อด้วยเหล็ก (อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อเป็นยุคๆ ว่า ยุคสำริด ยุคเหล็ก เป็นต้น) ในส่วนของอุปกรณ์หรือสิ่งของที่ใช้วิธีการหล่อ ก็มีตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ จนกระทั่งเป็นอาวุธ แน่นอนครับ.. ของถูกหล่อด้วยโลหะนี้ ย่อมมีความคงมากกว่าเครื่องปั้นดินเผา ทำให้เริ่มเป็นนิยมในยุคหลังต่อๆ มา
ต่อไปนี้จะเป็นสรุปโดยย่อๆ ของการหล่อ ฮะ ้ ขั้นที่1 : เราจะต้องทำการหลอมโลหะที่จะนำมาใช้ทำเป็นเนื้อของชิ้นงานครับ สังเกตว่าจากภาพจะมีเครื่องกลยุคแรกเริ่มที่ใช้สำหรับการเป่าลมเข้าไปยังเตาหลอมครับ ขั้นที่2 : หลังจากเราได้โลหะที่หลอมเหลวแล้ว เราก็นำมาเทใส่ mold สำหรับขึ้นรูป ในรูปด้านขวานั้นจะเป็นโบราณวัตถุที่ใช้ทำเป็น mold และก็ถ้วยสำหรับเทน้ำโลหะครับ ขั้นที่ 3 : ขั้นสุดท้ายครับ คือการตกแต่งให้ได้รูปทรงตามต้องการ จากภาพจะเห็นว่าใช้วิธีการตี (Foging) ครับ.. อันเนื่องมาจากสมัยก่อนนั้นเทคโนโลยีทางด้านการเจียรึการขัดยังไม่ดีพอ ส่วนในภาพด้านขวาก็เป็นผลงานของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ครับ มีทั้งปลายหอกสำริด ขวานเหล็ก ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ในอดีตกาลนั้นจะต้องมีการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์หรือการล่าสัตว์เกิดขึ้นแล้ว นั่นบ่งบอกได้ว่ามนุษย์มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะครับ รูปสุดท้ายนี้เป็นเครื่องประดับผมทำจากสำริดครับ.. ถ้าดูเผินๆ ก็อาจจะมองแค่ว่าสวยดี (รึใส่แล้วคงหนักแย่) แต่การตีความทางโบราณคดีนั้นก็บอกว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งสถานะทางสังคมของชุมชนสมัยนั้น อันเนื่องมาจากโลหะสำริดก็ดี หรือเหล็กก็ดียังเป็นของที่ค่อนข้างหายาก.. จึงถือว่ามีค่าพอสมควร (ผมก็ได้ทราบมาว่าเพชรสมัยนั้นแม้จะมีการค้นพบมาแล้วกันยังมีค่าไม่เท่ากับเหล็กหรือสำริด เพราะการตีคุณค่าของคนในชุมชนนั่นเอง) นั่นแสดงว่า หากมีการนำของมีค่ามาทำเป็นเครื่องประดับที่แสดงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลแล้ว.. ก็อาจจะมีการปกครองระดับหัวหน้าชุมชน หรือการแบ่งสถานะรวยจน เป็นได้ครับ ครับ สำหรับบล๊อกคราวนี้ก็คงขอจบเพียงเท่านี้ก่อน (เพราะต้องไปเขียนรายงานต่อ --") ทว่าผู้ที่สนใจอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม ผมก็ขอแนะนำให้ท่านไปดูด้วยตนเองครับ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (อยู่ติดมธ. ท่าพระจันทร์) วิธีการไปที่ง่ายที่สุด ก็คือนั่งรถเมล์สาย 47 จากหน้ามาบุญครองไปเรื่อยๆ หรืออาจจะโบก taxi เลยก็ได้ แต่สำหรับท่านที่ไม่มีโอกาส ก็อาจเข้าไปชมเวปของทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ครับ http://www.thailandmuseum.com/ ยังไงซะประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่น่าเย้ายวนใจให้พิจารณาครับ เพราะมันเป็นการศึกษาเกี่ยวกับรากเหง้าของคนในสังคมปัจจุบัน อาทิเช่น วัฒนธรรมการปกครองของไทยในอดีตอาจจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมคนไทยถึงรักสบาย? หรือคำถามยอดฮิต ว่าคนไทยมาจากไหน? สุดท้ายนี้ ผมก็ขอฝากแนวคิดไว้สั้นๆ ครับ "ค้นคว้าอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน มุ่งหวังอนาคต" ขอบคุณที่ติดตามมาโดยตลอดครับ ปล.เม้นด้วย อยากทราบความเห็น 55+ 评论 (19)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://gaprobot.spaces.live.com/blog/cns!EDF1593B634FDF0!319.trak 引用此项的网络日志
|
|
|