gap 的个人资料นักประดิษฐ์อิสระ照片日志列表 工具 帮助

robot gap

职业
地点
兴趣

Windows Media Player

นักประดิษฐ์อิสระ

บล๊อกนักประดิษฐ์
第 1 张,共 61 张
10月18日

Brand's Gen Result

สวัสดีครับ!
อัพเดต blog อย่างรวดเร็ว หลังจากเพิ่งเข้าร่วมการประกวดรายการ Brand's Gen ไปเมื่อวานนี้ (วันที่ 17 ตค. 52) ที่ Central World 
โดยวันนี้ก็จะมารายงานผลการแข่งขันครับ Hot
ก็อย่างที่ได้เรียนไปใน blog ก่อนหน้าครับว่า เดิมทีรายการนี้ผมแทบจะไม่หวังรางวัลใดๆ เลยสักนิด
เนื่องจากเมื่อปิดโหวตแล้ว คะแนนโหวตจากเวปและ sms นั้น ของผมมาที่โหล่เลยครับ (0.02%) คือใน 20 ทีมได้น้อยที่สุด 
ซึ่งเมื่อลองดูเกณฑ์การตัดสินแล้ว ที่ให้คะแนน 100% มาจาก คณะกรรมการ 50% และคะแนนโหวต 50%
ผมจึงรู้ตัวตั้งแต่ต้นครับ ว่ามันยากเหลือเกินที่จะไปแข่งขันกับใคร เพราะโครงงานอื่นๆ ก็เรียกว่ายอดเยี่ยมกันทั้งนั้น
แต่ท้ายที่สุด ผลการตัดสิน กลับสร้างความประหลาดใจให้กับผมเป็นอย่างมากครับ เป็นดังนี้

Creative Arts
อันดับ 1 BG16 : Urban Green ผลิตภัณฑ์สร้างโลกเขียวแนวคิดใหม่
อันดับ 2 BG64 : Lively Textile สิ่งทอเส้นใยนำแสง
อันดับ 3 BG10 : Dino Tilt ผู้ช่วยอัจฉริยะบำบัดเด็กออทิสติก
 
Innovation Inventor
อันดับ 1 BG17 : แขนกลคนพิการ
อันดับ 2 BG65 : Interactive Glove ควบคุมระบบTouch Screen แบบไร้สัมผัส
อันดับ 3 BG87 : Lift & Walk เครื่องช่วยเดินแบบปรับยืน
 
นั่นก็คือ แขนกลคนพิการ ได้รับรางวัลชนะเลิศ Brand's Gen สาขาสิ่งประดิษฐ์ในปีนี้ครับ!!
 

 
 
ซึ่งผมก็ขอสารภาพตามตรงว่า ยังประหลาดใจอยู่ครับ เพราะมันผิดไปจากที่ผมคาดการณ์ไว้ตอนแรกเป็นอย่างมาก
แต่ในอีกความคิดนึง ก็รู้สึกเป็นเกียรติครับ ที่ท่านคณะกรรมการเห็นความสำคัญในโครงงาน รวมถึงยังให้กำลังใจในการพัฒนาต่อ
ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง และผมก็จะทำตามที่ได้ให้คำมั่นกับทุกท่านว่า จะยังคงเดินหน้าสร้างสรรผลงานเพื่อสังคมต่อไป
นอกจากนี้ ผมก็ดีใจ ที่ตัวผมเองอาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ให้กับผู้คิดจะละทิ้งจุดยืนของตนเอง 

"ว่าการที่คุณ ยังคงยืนหยัดทำอะไรตามความถูกต้อง โดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างเค้าจะใช้วิธีการแบบไหน
แต่ทำในสิ่งที่คุณเชื่อมั่นว่าดี และเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดกับสังคม เป็นค่านิยมที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง 
ท้ายที่สุดแล้วผลของการทำแบบนี้ คุณก็ไม่ได้เสียขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะมีความภาคภูมิใจอย่างที่สุดเมื่องานสำเร็จ" 
 
ซึ่งผมก็ตั้งใจไว้แล้วครับ ว่าจะนำเงินรางวัลที่ได้ ส่วนหนึ่งไปมอบให้มูลนิธิเพื่อคนพิการ และอีกส่วนก็จะเก็บไว้ทำโครงงานต่อไป 
โดยในอีก 5 เดือนที่ผมยังอยู่ไทยนี้ ก็คงจะทำได้อีกซัก 1 โครงงาน ก็จะพยายามทำให้สำเร็จและใช้ได้จริงครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ และช่วยโหวตให้ไม่มากก็น้อย
แล้วพบกันอีกครั้ง ใน Blog ครั้งหน้าครับ!Wink



related links:
รายการ Brand's Gen และผู้เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย http://www.brandsgen.com/
รายละเอียดของโครงงานแขนกลคนพิการใน Brand's Gen http://www.brandsgen.com/community/other_profile2.php?userid=BG017
เรื่องเล่าจากคนพิการ http://kittichaiblog.blogspot.com/2008/05/i-create-2008.html
 
 
10月10日

Strain gage อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด!

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่าน blog นักประดิษฐ์ทุกท่าน!
     ช่วงนี้ผมก็เริ่มอัพเดตบล็อคถี่ขึ้น เพราะว่ามีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เรียนจบมา
ซึ่งในช่วงบวกลบ 1 เดือนนี้ ก็คงจะเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับรายการแข่งขัน Brand's Gen 2 ซะส่วนใหญ่ครับ
(เข้าไปชมรายละเอียดการแข่งขันได้ที่นี่ครับ: http://www.brandsgen.com/ ของผม BG17 นะใส่แว่น)
จะว่าไป ช่วงนี้ผมก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว เพราะวันๆ ก็ใช้เวลาไปกับการปรับปรุงเจ้าแขนกลให้ดีขึ้น โดยตอนนี้ก็พัฒนาส่วนหัวไหล่และมือจับให้แข็งแรงขึ้น
และเมื่อวันพุธที่ 7 ตค.ที่ผ่านมา ผมก็ได้ไปซ้อมนำเสนอผลงานที่บริษัทเซเรบอส (บ.ที่จำหน่ายแบนด์ซุปไก่นั่นแหละ) เพื่อเตรียมนำเสนอรอบชิงนั่นเอง
     วันที่ไปซ้อม ก็ได้เจอกับพี่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน Brand's Gen ครั้งนี้ครับ ก็มีพูดคุยกันก่อนจะออกไปซ้อมนำเสนอ
พี่เค้าก็ได้หยิบยกประเด็นเรื่องการ "ปั่นโหวต" ขึ้นมาพูด บอกว่าน้องไม่ต้องกังวล ทางทีมงานของ Dtac มีมาตรการป้องกันการปั่นโหวตอยู่แล้ว
ซึ่งผมเองได้ยินแล้วก็ใจชื้นขึ้นหน่อย ว่าอย่างน้อยเรื่องการปั่นโหวตนี้ก็ไปเข้าหูทีมงาน (ไม่ว่าจะด้วยมาจาก blog ผมรึไม่ก็ตามที)
แต่จะว่าไป... คะแนนโหวตตอนนี้ผมอยู่ที่โหล่เลยครับ 555+ (มีอยู่ 0.03%)
ดังนั้นก็คงแค่ทำเต็มที่ครับ แต่คงจะไม่สนใจผลการแข่งขันหรอก เพราะตอนนี้ก็มีความสุขดีครับยิ้มแฉ่ง


เอาล่ะ บ่นเรื่อง Brand's Gen พอแล้ว เข้าเรื่องหัวข้อวันนี้ดีกว่าครับ
เรากำลังพูดถึง Load Cell ! ... อ่าว แล้วหัวข้อทำไมเป็น Strain gage ล่ะ? 
ความจริงแล้วมันก็เหมือนกันครับ เพียงแค่ load cell นั้นหยิบเอา strain gage มาใช้นั่นเองครับประหลาดใจ
พูดแล้วอาจจะไม่เห็นภาพ เปิดชั้นเรียนกันดีกว่าครับ (สำหรับท่านที่รู้แล้ว ข้ามไปเลยก็ได้ฮะ)
<--เจ้าหมอนี่คือ Strain gage แบบโลหะครับ ภายในจะเป็นลวดโลหะเส้นเล็กยาวๆ ขดกลับไปมา
<--ส่วนหมอนี่คือ Load cell (ภายในจะมี strain gage และวงจรอยู่)
วงจรที่ใช้ก็คือวงจร Bridge ครับ แล้วเอาแรงดันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเนื่องจากแรงกด/ยืดที่เปลี่ยนไปมาเข้าวงจรขยายด้วย op-amp ครับ
 
 
 เอารูปมาจากที่นี่ครับ http://66.221.71.68/pics/hast3-1.gif
หลักการทำงานของ Strain gage ก็มาจากสมการความต้านทานพื้นฐานครับ

คือเมื่อเส้นโลหะโดนแรงกดหรือยืดออก พื้นที่หน้าตัด(A) ก็จะเล็กลง และความยาว(l) ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้านทานเพิ่มขึ้น
อีกกรณีคือเมื่อมันโดนอัดเข้ามา ความยาวลดลง ก็จะทำให้ความต้านทานลดลงครับ เป็นไปตามสมการด้านบน
เอารูปมาจากที่นี่ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Strain_gauge

เอาล่ะ จบชั้นเรียน!
มาดูในชีวิตจริงดีกว่า ว่าถ้าเราไม่ยอมควักเงินซื้อตัวละหลายร้อยถึงพันกว่าบาท เราจะหาซื้อ Load Cell หรือ Strain gage ได้ยังไง
   หลังจากที่ผมเกิดความคิดว่า อยากให้เจ้าแขนกลคนพิการนั้น สามารถตรวจวัดแรงกดที่มือได้ เพื่อที่ว่าจะได้สามารถหยิบจับวัตถุด้วยแรงที่ต่างกันได้
ผมก็ทำการค้นหาข้อมูลใน internet ครับ ว่าที่ไหนมีขายบ้าง.... ปรากฎว่า หาไม่ได้เลยครับ
เนื่องจากเวปที่เข้าไปดูส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวประกาศขายมือสองบ้าง รึขายตัวละเป็นพันบ้าง ซึ่งในใจผมอยากได้ซักตัวละ 100 บาท
ดังนั้นวันรุ่งขึ้นผมก็เลยไปเดินดูที่บ้านหม้อพลาซ่าครับ พร้อมกับถามเกือบทุกร้านที่เดินผ่านว่า "มี strain gage ไหมครับ"
... ปรากฎว่า มีขายแค่ร้านเดียวครับ ที่บ้านหม้อพลาซ่าชั้นสอง แต่ตัวละ 1200 บาท เลยไม่ได้ซื้ออีกตามเคย - -"
ในเมื่อหาซื้อไม่ได้ ก็เลยต้องคิดวิธีใหม่ครับ คือลองหาของมาดัดแปลงดีกว่าแลบลิ้น
จึงนึกถึงเครื่องชั่งน้ำหนักไฟฟ้าครับ ว่ามันต้องมีเซนเซอร์อะไรซักอย่างแน่ๆ ถึงสามารถตรวจวัดน้ำหนักตัวเราได้
ดังนั้นขากลับจากบ้านหม้อ เลยแวะห้างขายปลีกตัวย่อ L. เผื่อว่าจะมีเจ้าตาชั่งนน.ราคาถูกขายครับ
... เข้าประตูไปถามพนักงานทันที แล้วก็เดินไปยังมุมที่ขายเครื่องชั่งน้ำหนักครับ พอถึงแล้วก็สอดส่องดูราคานิดหน่อย ผมก็ตกใจมาก!
299 บาท....... ถูกจริงๆ !!!!!
อันนี้คือไม่ได้โปรโมตห้างนะครับ แต่แค่ตกใจ เพราะตอนแรกนึกว่าจะเครื่องละเกือบพัน 55+
ซึ่งความจริงแล้ว มันก็มีทั้งแบบถูกและแบบแพงน่ะครับ แต่ในเมื่อจะซื้อมาชำแหละแล้ว ก็ซื้อแบบถูกดีกว่าใส่แว่น

กลับบ้านมาก็บ้าเห่อครับ จัดการเลยดีกว่า!!!!
รูปแรก กล่องใหม่เอี่ยมครับ.. แต่ดูจาก packaging design ที่ดูเหมือนพิมพ์จาก MS Word แล้ว ก็คงสมราคา
 
แกะออกมาดูครับ.. สภาพก็ดูดีนิ  
 
 
ว่าแล้วก็ลองขึ้นไปยืนเล่นดูซะเลย.. หวาย ผมเริ่มอ้วนแล้วนะเนี่ยยย (เพิ่งทาน MK กลับมาน่ะ)
 
จากนั้นจับมาหงายหลังบนโต๊ะครับ สังเกตเห็นปุ่มดำๆ 4 ปุ่มที่เป็นตัวกดกับพื้น
 
มันน่าสงสัยจริงๆ ว่ามีอะไรอยู่ในนี้แลบลิ้น
 
เลยหยิบเอาไขควง 4 แฉกออกมา แล้วไข bolt ออกให้หมด ดูซิว่าข้างในมีอะไร
 
อืมมมส์ เจ้าหมอนี่สินะ ที่เป็นเซนเซอร์วัดแรงกดของเครื่อง.. หรือเรียกว่า load cell นั่นเองครับ
 
แกะออกมาจากพลาสติก พบว่ามี 3 สายครับ คือขาว ดำ แดง .. ก็เลยงงว่า ทำไม strain gage ถึงมี 3 สายหว่า
 
เลยต้องเอามิเตอร์ลองวัดขั้วดูให้รู้ชัด จึงร้องอ๋อว่า มันมี 2 ตัวต่อคู่กันอยู่ครับ ดังรูปข้างล่างนี้ 

สรุปคือ ในเครื่องชั่งน้ำหนักไฟฟ้าราคา 299 บาท มี load cell ให้ผมใช้ได้ถึง 4 ตัว
นั่นก็คือ load cell แต่ละตัวราคา 75 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าถูกมากจึงเหมาะกับคนที่อยากทำโครงงานที่ต้องใช้ load cell
ทว่าในกรณีของผมนั้น หลังจากที่ต่อ load cell ตัวนี้เข้าวงจรขยาย พบว่ามี noise รบกวนเยอะมากครับ เศร้า
เนื่องจากแรงที่ผมสนใจนั้นเป็นระดับ"กรัม"ครับ ไม่ใช่ "กิโล"..
ดังนั้นผมก็อาจจะต้องไปใช้ strain gage ที่มี gage factor ดีกว่านี้ คือคงต้องเป็นพวกชนิดเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ไม่ใช่ชนิดโลหะ
จึงมีความจำเป็นครับ ที่หากท่านใดสนใจจะใช้ load cell จากเครื่องชั่งน้ำหนัก คงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกับผม
แต่ก็เอาเถอะ.. ผมก็จะเก็บเจ้าตัวนี้ เอาไว้ใช้ในโครงงานต่อไปครับ ที่อาจต้องวัดน้ำหนักเป็นระดับกิโล 555+ 
 
ขอบคุณที่ติดตาม และขอให้สนุกกะการใช้ Strain gage ครับ!ขยิบตา
9月20日

+DIY มือถือส่ง sms+

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน!
ผมก็ห่างหายไปนานฮะ สำหรับการนำเสนอผลงานใน blog นักประดิษฐ์แห่งนี้ครับ อิๆ ใส่แว่น
เนื่องด้วยก็เพราะว่า ช่วงนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น+เตรียมตัวศึกษาต่อป.โท ทำให้พักความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิ่งประดิษฐ์ไปครู่หนึ่ง
แต่อย่างที่หลายท่านทราบ ว่าระหว่างทำกิจกรรมหลักเหล่านี้ ผมก็ได้สมัครลงแข่งขันการประกวดรายการ Brand's Generation 2
ซึ่งก็จัดแจงเอาเจ้าแขนกลพิการส่งเข้าประกวด ผลปรากฎว่าตอนนี้ก็เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้ายแล้ว และการนำเสนอรอบชิงจะจัดขึ้นในวันที่ 17 ตค. 52 นี้ฮะ
ทว่า.. กติการการตัดสินรอบชิงชนะเลิศนี้ แปลกอยู่อย่างหนึ่งครับ
คือคะแนน 100% นั้น มาจากผลโหวตจากทางบ้านถึง 50%! แล้วผลการตัดสินจากคณะกรรมการอีก 50%
ทำให้ปีที่แล้วมีข่าวลือมาว่า บางผลงานที่ได้รางวัลนั้น ได้คะแนนจากกรรมการไม่เยอะ แต่เผอิญผลโหวตดี คะแนนรวมเลยเยอะตาม - -"
 
ความจริงแล้ว.. นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผมสนใจหรอกครับ
เพราะโดยส่วนตัวผมเอง ก็ลงแข่งรายการนี้ เพื่อหาประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่า ไม่ได้คิดจะขวนขวายหาวิธีทำให้ตัวเองชนะเลิศ
แต่ด้วยความสงสัยว่า คะแนนโหวตที่มันเฟ้อแบบนี้ มันน่าจะเกิดจาก"อะไร"ซักอย่าง 
คือเท่าที่ทราบ มีคนโหวตให้โครงงานของผมกว่า 200 คน แต่เมื่อคิดเป็น % แล้วกลับได้แค่ 0.02%
นั่นแสดงว่า ณ ขณะนี้ จำนวนผลรวมโหวตทั้งหมด (N) ต้องมีมากกว่า 1 ล้านครั้งโหวต .. ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรจังหวัดหนึ่งๆ เลยทีเดียว
เมื่อวานซืน ผมก็เลยใช้เวลาขณะนั่งรอรถเมล์ ลองคิดดูว่า ไอ้ระบบการโหวตในครั้งนี้ มันสามารถ"โกง"ได้ด้วยวิธีใดบ้าง
จากการศึกษา พบว่าระบบการโหวตทำได้ 2 ช่องทางครับ
1.ลงทะเบียนโหวตบนเวปไซต์ ทำได้ชั่วโมงละ 1 ครั้ง/1 user
ผมเลยลองสมัคร User ปลอมขึ้นมา 1 อัน เพื่อดูว่าระบบการโหวตนั้นมีขั้นตอนยังไงบ้าง
ก็พบว่า มีการใช้ภาพตัวเลขรหัส(ล่างสุด) เพื่อป้องกันคนเปิดโปรแกรม bot นั่นเอง
ซึ่งหากต้องการจะใช้ช่องทางนี้ปั้มโหวตด้วย bot ก็อาจต้องมีทักษะการ image processing หน่อย ซึ่งผมเองก็ทำไม่เป็น


2.โหวตผ่าน sms Dtac ทำได้ไม่จำกัดจำนวนต่อชม. แถมโหวตฟรีด้วย
ช่องทางนี้น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับช่องทางแรก เพราะโหวตฟรีแถมไม่จำกัดจำนวน
ซึ่งหากเปิด bot ในกรณีวิธีที่ 1 ..ก็อาจต้องใช้หลาย user เพื่อปั้มโหวต ทำให้เกิดความชักช้าอยู่ดี

ในการส่ง sms นั้น ปรกติแล้วเราสามารถทำได้หลายทาง ที่นิยมมากสุดก็คือส่งด้วยตัวเอง
ทว่าการส่ง sms ด้วยตัวเองนั้น มีข้อเสียว่า ผู้ส่งต้องเสียเวลาครับ เช่นว่าถ้า 1 ชม.ต้องการโหวตให้ตัวเอง 100 ครั้ง ก็เหนื่อยแน่นอน
ซึ่งหลังจากเมื่อวานได้คุยกับธีรภาพ ก็ได้ข้อมูลเพิ่มว่า การส่ง sms อาจทำได้ทาง website ที่ให้สมัครสมาชิก แล้วตัดเงินทีหลัง
(ทำให้บางที การเขียน bot ในคอมพิวเตอร์แล้วเปิดให้โหวตผ่านช่องทาง website นี้ ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน)
นอกจากนี้ การเขียนโปรแกรมลงมือถือ ให้ส่ง sms อัตโนมัติ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีคนทำกันแพร่หลาย และเป็นไปได้มากที่สุด
แต่สิ่งที่ผมจะมานำเสนอในวันนี้ เป็นวิธีที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้ความรู้ด้านการเขียน bot หรือเขียนโปรแกรมบนมือถือเลยครับ! ใส่แว่น

ทำความเข้าใจก่อนชมครับ:
เป้าหมายของอุปกรณ์ชิ้นนี้ ไม่ใช่เพื่อต้องการโกงการแข่งขัน หรือปั้มโหวตให้ตัวเอง
แต่ผมต้องการแสดงให้ทางผู้จัดเห็นช่องโหว่ของการตัดสินด้วยโหวต ทำให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น
และทำให้ผลการแข่งขัน ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างสะอาดใจว่า คนที่ได้รางวัลคือคนที่ดีที่สุด
ที่สำคัญ.. ผมมีจุดยืนที่จะไม่โหวตให้ตัวเองครับ
เอาล่ะ ทุกท่านคงเข้าใจเจตนาของผมแล้วนะครับ ว่าทำไมถึงลองสร้างเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา
งั้นก็มาเริ่มกันเลยดีกว่าฮะ ใส่แว่น

หลังจากผมใช้ความคิด ก็ได้ไอเดียว่า ขั้นตอนการส่ง sms นั้น เป็นอะไรที่ทำซ้ำๆ ซากๆ
ทุกคนคงจำได้ว่า ช่วงเวลาปีใหม่ หรือวันคริสมาสต์ สมัยก่อน เวลาส่ง sms ให้เพื่อนๆ ทีนึงก็ต้องนั่งกดปุ่มเดิมๆ ซ้ำไปมานั่นแหละครับ  
ตัวอย่างเช่น การส่งข้อความว่า"Merry Christmas" ออกไป ก็มีขั้นตอนคือ 
1.กดปุ่ม ok 2 ที
2.พิมพ์เบอร์
3.กดปุ่มok 1 ที
4.รอการส่ง 4 วินาที  
5.กลับมาหน้าจอเดิม (ถ้าอยากส่งอีก ก็ไปที่ข้อ 1 ใหม่)
ดังนั้น ถ้ามันเป็นขั้นตอนซ้ำๆ แบบนี้ เราก็เอาไมโครคอนโทรลเลอร์หรือคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมซะก็สิ้นเรื่องครับ
เมื่อกลับมาบ้าน ผมก็เริ่มหาอุปกรณ์เตรียมไว้ โดยที่ผู้เล่นตัวสำคัญคือโทรศัพท์ Nokia 6610 เครื่องเก่าของผม และไมโครเบอร์ P89V51RD2 เพื่อนซี้
ทว่ามือถือรุ่นนั้นถ้าไม่มีซิมก็จะใช้งานไม่ได้ เลยยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอวันรุ่นขึ้น
หลังจากนั้นเช้าวันเสาร์ผมก็ปั่นจักรยานไปซื้อซิม Dtac ที่ร้านแถวบ้าน กลับมาก็ลองใส่แล้วกดดูขั้นตอนการส่ง sms ก้พบว่าเป็นดังข้างต้นครับ

เล่นไปพอคุ้นเคยแล้วผมก็จดขั้นตอนไว้ จากนั้นเปิดฝาหน้าออกมาจะเห็นลานแป้นปุ่มกดสีขาวดังรูปด้านล่าง
สังเกตว่าที่ตำแหน่งปุ่มกดนั้นจะเห็นปุ่มนูนๆ ครับ ซึ่งผมก็เอา ArtKnife กรีดแผ่นพลาสติกหุ้มสีขาวออกมา
พบว่าไอ้ที่นูนๆ ความจริงแล้วก็คือแผ่นโลหะตัวนำขนาดเล็ก มีทรงคล้ายกระทะที่ลูกศรน้ำเงินชี้ครับ (เมื่อกดมันก็จะแบน ลัดวงจรครับ)
ส่วนใต้แผ่นโลหะนี้ก็จะเป็นลายทองแดงวงนอกกับวงในครับ(ที่ลูกศรแดงชี้)
เวลาเรากดแผ่นโลหะทรงกระทะนี้ให้แบน มันก็จะเชื่อมวงนอกและในเข้ากัน ก็คือเป็นการกดสวิตซ์นั่นเอง

รูปด้านบนขวา ผมก็กรีดปุ่มอื่นๆ ออกด้วย ในรูปข้างต้นนี้มีปุ่ม ok 1 6 7 และ # ที่ถูกเปิดออก
จากนั้นก็ทดลองเชื่อมสายไฟด้วยตะกั่วปรกติที่ปุ่ม # แล้วลองเอาขั้วสายไฟแตะกันดู ก็พบว่าการทำงานเหมือนการกดปุ่มเลยครับ
 
สังเกตว่า ผมจะไม่ได้เชื่อมทุกปุ่มครับ เพราะขั้นตอนการส่ง sms นั้นความจริงแล้วใช้แค่ไม่กี่ปุ่ม
โดยปุ่มหลักๆ คือปุ่ม OK (บนซ้ายสุดของโทรศัพท์) และทีเหลือก็คือตำแหน่งเบอร์โทรที่จะโทรออกฮะ (ในกรณีนี้มีแค่ 1,6,7 ครับ เพราะใช้โหวต)
ถัดมารูปล่าง ผมก็ต่อวงจรไมโครคอนโทรเลอร์ ให้สั่งงานเป็นขั้นตอน โดยใช้ Transistor เบอร์ 2N3904 เป็นตัวเปิดปิดสวิตซ์แทนการกดปุ่มครับ 
 
หลังจากนั้นก็ทดลองใช้งานครับ สังเกตเห็นว่าที่ขา Base Transistor กับตัว R Pullup ผมต่อไดโอด 1N4001 อนุกรมด้วย
สาเหตุก็เพื่อป้องกันการลัดวงจรสวิตซ์มือถือนั่นเองครับ
ความจริงแล้ว ภายหลังผมได้เพิ่มปุ่ม cancel เข้าไปอีกครับ เนื่องจากโทรศัพท์รุ่นนี้หน่วยความจำมันน้อย
ทำให้เวลาส่งไปเยอะๆ เมื่อมี sms อัตโนมัติตอบกลับมา มันจะทำให้ inbox เต็มครับ
ดังนั้นทางแก้คือ ทุกๆ 6 sms ที่ผมส่งออกไป ผมจะสั่งให้กด cancel ออกมาที่หน้าจอหลักแล้วเข้าไปลบ sms ตอบกลับ ใน inbox ให้หมด
จากนั้นค่อยกลับไปส่ง sms ต่อเหมือนเดิมครับ.. 
 

ลองดู Video การทำงานได้ที่นี่ครับ ประหลาดใจ
http://www.youtube.com/watch?v=fbb0ybrRBR0
จากการทดลอง ผมจับเวลาดูพบว่า 1 ชั่วโมงสามารถส่งได้ถึง 100 Votes เลยครับ
(ซึ่งถ้าใช้โทรศัพท์ใหม่หน่อย ไม่ต้องเสียเวลาลบ inbox ก็จะสามารถส่งได้มากกว่า 300 sms/hr)

ที่สำคัญ มันสร้างได้ง่ายมาก!! ผมใช้เวลาเพียงครึ่งวัน ตั้งแต่ช่วงสายยันช่วงบ่ายของวันเสาร์ก็สามารถสร้างอุปกรณ์ปั้มโหวตให้ตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ
ดังนั้นลองนึกภาพว่า ผมทำเครื่องนี้ซัก 3 เครื่อง ปล่อยทิ้งไว้วันละ 10 ชม.ซัก ครึ่งเดือน.. ก็สามารถสร้างคะแนนโหวตเก๊ให้กับตัวเองได้มากโขเลยครับ

ดังนั้นผมขอเสนอทางผู้จัดการประกวด ดังนี้ครับ
1.หากให้มีการโหวตด้วย sms ควรให้เสียเงินค่าโหวตแบบแข่ง AF แล้วเอาเงินเข้าการกุศลดีกว่าครับ
2.ควรมีมาตรการตรวจสอบคนโหวตมากขึ้น ว่าไม่ควรเป็นผู้เข้าแข่งขันที่ปั้มโหวตให้ตัวเอง เพราะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับสังคม

เนื่องจากผลการโหวตนั้นแสดงเป็น % อยู่แล้ว ทางผู้จัดจึงไม่น่าจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์ตัวเลขผู้เข้าชมเลย
และหากต้องนำตัวเลขนี้ไปแสดงเพื่อของบประมาณ ผมก็เชื่อว่าตัวเลขที่ท่านมีตอนนี้มันชัดเจนมากว่า ส่วนใหญ่มาจากการปั่นโหวต

บทสรุป
1.นอกเหนือจากการได้รู้ว่า การสร้างอุปกรณ์ปั่นโหวตทำได้ง่ายกว่าที่คิด ผมก็เกิดไอเดียมากมายจากการประยุกต์ใช้โทรศัพท์มือถือให้เกิดประโยชน์ครับ
เพราะมีโปรเจคอีกมาก ที่ต้องการการสั่งงานระยะไกล อาทิเช่นแค่รหัส 0/1 ที่ได้จากการโทรเข้า ก็เอาไปทำอะไรได้มากแล้ว
อาทิเช่น ก่อนกลับบ้านผมก็โทรเข้าเบอร์หนึ่งๆ ซึ่งเป็นจะทำการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ต้มน้ำ หรือเปิดประตูให้ห้องและบ้านของผม
และนอกจากนี้ บางทีผมยังอาจให้โทรศัพท์อีกเครื่องของผม ส่ง sms ไปหาใคร โทรหาใครก็ได้

2.สำหรับโครงงานโทรศัพท์ปั้มโหวตนี้ ผมได้แกะวงจรทิ้งไปแล้วครับ
อย่างที่ประกาศจุดยืนข้างต้น ว่าผมมีจุดยืนที่จะไม่โหวตให้ตัวเอง เพราะไม่ต้องการคะแนนโหวตที่ไม่ได้คุณภาพ
ดังนั้นก็คงจะติดต่อไปทางผู้จัด ขอให้ลบคะแนนโหวตที่ผมได้มาจากเบอร์ 085XX เมื่อวันเสาร์ที่ 19 กย. ออกไป เพราะนั่นผมโหวตให้ตัวเอง
และหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะเอาไอเดียการสั่งงานโทรศัพท์ด้วยวิธีนี้ไปใช้ประโยชน์ในทางบวกครับใส่แว่น

ขอบคุณที่ติดตาม และอย่าลืมโหวตให้ BG17 แขนกลคนพิการนะครับ!!!! 555+
8月10日

+BrandsGen โหวตๆๆ+

สวัสดีคร้าบ ผู้อ่าน blog นักประดิษฐ์ทุกท่าน!
ก็ไม่ได้อัพบล็อกมาซัก 1 เดือนเศษได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกะการเรียนภาษาญี่ปุ่นคอร์สเร่งรัดครับ เพื่อเตรียมสอบระดับ 3 ปลายปีนี้
ระหว่างเรียนภาษา ผมก็ได้ทำการค้นหา lab ต่างๆ ของหลายมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เพื่อจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทครับ
และก็ได้ไปพบกับ lab ที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับ biomimetic sensors and micro robotics และ MEMS
ต่างจากเดิมที่ผมมักจะติดภาพการทำวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ตัวใหญ่ กัดบอร์ด วาด CATIA ฯลฯ โดยอาศัยสกิลดั้งเดิมจากปริญญาตรี
แต่หากเข้าไปศึกษาเรื่องนี้... ผมจะต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ เน้นความเป็น micro มากขึ้น ใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่ทันสมัยและแม่นยำมากขึ้น
ซึ่งศาสตร์เหล่านี้ผมรู้สึกได้ทันทีว่า ในอนาคตจะเข้ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออุปกรณ์รายรอบตัวพวกเรา
ทำให้ผมไม่รอช้า ส่งอีเมลติดต่อไปยังอาจารย์ที่ห้องแล็ปนี้ทันที ว่ามีความสนใจเป็นอย่างมากที่จะเข้าร่วมทำงานวิจัยด้วย
ผลก็ปรากฎว่า อาจารย์ก็ได้ตอบรับ และยินดีให้ผมเข้าไปเป็นนักเรียนวิจัย(Research Student) ก่อน 1 ปี
และระหว่างที่เป็นนักเรียนวิจัยนี้ก็จะทำการสอบเอนทรานซ์เข้าป.โทในปลายเดือนสิงหาคมปี 2010 เพื่อจะเข้าเรียนป.โทในปี 2011
ก็เป็นอันว่า.. ชีวิตผมที่โดนหักเห เปลี่ยนจากอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ มากลายเป็นญี่ปุ่นไปนี้ ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตผมเลยทีเดียวครับ
สำหรับท่านที่สนใจงานวิจัยของ lab ที่ผมจะไปเข้าร่วม สามารถติดตามได้ที่นี่ครับ :
http://www.leopard.t.u-tokyo.ac.jp/
 
เอาล่ะครับ มาต่อด้วยเรื่องสำคัญ 5555+
ด้วยความที่เทอมนี้ผมอยู่ว่างๆ .. เลยเกิดความไฮเปอร์อยากหาอะไรทำให้ตัวเองไม่อยู่เฉยๆ นอกจากเรียนภาษาญี่ปุ่น
ผมก็เลยนึกถึงการใช้ประโยชน์เจ้าโครงงานแขนกลคนพิการ ที่ได้ทำเป็น senior project นั่นแหละครับ
ดังนั้นผมจึงจัดหารายการแข่งประกวดนวัตกรรม เพื่อเป็นการระดมทุนในการทำโปรเจคต่อไป และพัฒนาโครงงานแขนกลต่อให้สามารถใช้ได้จริงๆ จังๆ

ซึ่งท้ายที่สุด ก็ไปเจอโครงการ Brand's Generation2 ซึ่งมาจัดช่วงนี้พอดี และน่าจะตรงกับเป้าหมายที่ผมสนใจ
ทว่าโครงการแบรนด์เจนนี้ พูดตามตรงก็เหมือนว่าเค้าต้องการ PR บริษัทอ่ะแหละ ให้เด็กมหาวิทยาลัยและคนทั่วไปได้ติดตาติดหูกับแบรนด์ Brand มากขึ้น
การประกวดก็เลยดันมีคะแนนจาก "การโหวต" เข้ามาเกี่ยวข้องครับ นอกเหนือจากการให้คะแนนจากคณะกรรมการ
โดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบการตัดสินอะไรด้วยการใช้อะไรแบบนี้ครับ เพราะมันก็มีการเล่นไม่แฟร์เท่าไหร่ อย่างที่ทุกท่านทราบกัน
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ผมก็คงมีจุดยืนเหมือนเดิม ว่าจะเล่นอย่างตรงไปตรงมา เหอๆ ยิ้มแฉ่ง
ผมคงจะไม่บังคับให้ทุกคนที่เข้ามาชม blog นี้ต้องไปโหวต (คงบังคับไม่ได้อยู่แล้วเนอะ) หรือโหวตเพราะเป็นรู้จักกับผม

ก็เอาเป็นว่า ถ้าท่านผู้อ่าน Blog ดูแล้ว เจ้า"แขนกลคนพิการ" ถูกใจพวกท่าน ก็ขอให้ช่วยโหวตให้ผมด้วยครับ ใส่แว่น 
โดยเข้าไปโหวตและดูรายละเอียดได้ที่นี่ฮะ รหัส BG17 ครับ : http://www.brandsgen.com/inno_detail.php?bgcode=BG017

อันนี้เป็นคลิปวีดีโอความสามารถของแขนกลฮะ :  http://www.youtube.com/watch?v=3t97XXH05Fo


อ้อ นอกจากนี้ก็ขออัพเดตสถานภาพตัวเองอีกหน่อยครับ อิๆ ... เนื่องจากชีวิตว่างเกินไป จนผมรู้สึกได้ว่า ทักษะการทำงานผมเริ่มตกลงแล้ว
ตอนนี้ผมก็เลยไปยื่นใบสมัครเข้าเรียนป.โทเทอมสองครับ ที่ภาคไฟฟ้า จุฬาฯ เจ้าเก่า โดยตั้งใจว่าจะเรียน 1 เทอมปูพื้นวิชาการให้แน่นก่อนไปญี่ปุ่น
นอกจากนี้ผมก็ได้พูดคุยกับท่านอ.มานะ ศรียุทธศักดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษา senior project ผม ว่าจะขอเข้าไปทำงาน RA (research assistant)
โดยโปรเจคที่อ.มานะตั้งใจจะให้ผมทำ ก็คือ "รถเข็นไฟฟ้าคนพิการ" ครับ ใส่แว่น
ทีนี้หลายท่านได้ยินชื่อโปรเจคนี้ ก็คงร้องยี้ ว่าเอาอีกแล้วเหรอ 55 เพราะมันเป็นโปรเจคที่เกร่อและทำกันอย่างแพร่หลาย
แต่ก็ต้องเรียนให้ทราบฮะ.. ว่าแม้ว่ามันจะเกร่อก็จริง แต่โปรเจคที่ทำแล้วเอาไปให้ผู้ป่วยใช้จริงๆ มันมีน้อยมากครับ!
ดังนั้นอันที่ผมจะทำก่อนไปญี่ปุ่นนี้ ก็ตั้งใจไว้แล้วว่า ทำเสร็จแล้วมันจะต้องไม่ค้างที่อยู่ lab..แต่จะต้องไปอยู่ใต้ก้นผู้ป่วย ให้เขาขับไปไหนมาไหนในบ้านได้
และโดยส่วนตัวผมเอง ก็คงจะหาความท้าทายใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าแค่โยกจอยสติกให้รถวิ่งไปมาอย่างเดียว
โดยอาจจะเอาเจ้าแขนกลคนพิการข้างบนนี้ ไปติดเพิ่ม เพื่อหยิบจับของ รึทำกายภาพบำบัด
นอกจากนี้ อ.มานะก็ยังให้โจทย์เพิ่มด้วยว่า.. จะทำอย่างไร ให้ขึ้นลงบันไดได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่ต้องมีผู้ช่วย
ก็เอาเป็นว่า นับจากเดือนตุลาไปจนถึงต้นมีนาคมปีหน้า.. ผมก็จะขอเปิดโปรเจคใหม่ใน blog นี้ โดยจะมารายงานผลเป็นระยะๆ ครับ!

ขอบคุณที่ติดตาม! (และขอบคุณที่โหวตให้ครับ อิๆแลบลิ้น)
6月28日

+เรื่องดี๊ดีแห่งปี 2009+

สวัสดีครับบบ!
พบกันอีกแล้วนะครับ สำหรับ blog นักประดิษฐ์นี้ (แม้ว่าหลังๆ จะเริ่มไม่มีสิ่งประดิษฐ์มาโชว์แล้ว ฮ่าๆ)
วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก สาเหตุที่อัพก็เพราะต้องการเล่าเรื่องราวของชีวิตผมในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งผมรู้สึกว่า เป็นช่วงที่ยอดเยี่ยมมากสมควรแก่การเล่าต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับท่านผู้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย
และหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว จะส่งผลอย่างยิ่งต่ออนาคตของผมในอีก 3-4 ปีข้างหน้านี้
เรื่องที่จะคุยวันนี้มี 2 เรื่องครับ คือ 1.ทุน panasonic กับ 2.การสอบ IELTS
เอาล่ะ เริ่มที่เรื่องแรกก่อน...

1.อย่างที่ทุกท่านทราบว่า หลังจากผมผิดหวังจากการสมัครเข้าเรียนป.โทที่มหาวิทยาลัยในอเมริกา (MIT Berkeley UCLA)
แผนเดิมทีเคยวาดไว้สวยหรูของผม ก็มีอันต้องพังทลายลงไป และบังเกิดเป็นความเครียดสะสมอยู่หลายเดือนเลยทีเดียว
มันเป็นความเครียดที่เกิดจากความตั้งมั่นของผม ว่าจะต้องไปเรียนต่อต่างประเทศเท่านั้น ทำให้ไม่สมัครงาน และไม่สมัครต่อโทที่จุฬาฯ
ดังนั้นพอมหาวิทยาลัยที่สมัครไปปฏิเสธผมหมด ก็ทำให้ผมตกอยู่ในความเคว้งคว้าง อนาคตมืดมัวไปทันที
ข้อเสนอแนะ-> การสมัครเรียนต่อควรสมัครมหาวิทยาลัยให้หลากหลาย มิใช่สมัครแต่ยูเทพๆ อย่างผม แล้วก็ผิดหวัง
หลังจากผมรู้ผลการคัดเลือกมหาวิทยาลัยสุดท้ายว่าโดนปฏิเสธ ผมใช้เวลาทำใจ 1 อาทิตย์
และหลังจาก 1 อาทิตย์ ผมก็ยกเครื่องการวางแผนใหม่ พับความคิดจะไปเรียนต่ออเมริกาทิ้งไป แล้วมองที่ทวีปอื่นๆ แทน
ที่ผมเลือกมาก็คือ NUS(สิงคโปร์) Imperial College(อังกฤษ) และทุนการศึกษาไปเรียนต่อญี่ปุ่น ทุน panasonic
..ใช้กำลังภายในเล็กน้อย ผมก็ได้การตอบรับให้เข้าเรียนจาก NUS ในต้นเดือนพ.ค. ซึ่งผมก็อุ่นใจละ ว่าปีนี้มีที่เรียนแน่ๆ
..Imperial College ประกาศบนเวปว่า คอร์สที่ผมสมัครนั้นเต็มเสียแล้ว ทำให้ตัวเลือกนี้ปิ๋วไปโดยปริยาย
..สุดท้าย ทุน panasonic ไปเรียนต่อโทประเทศญี่ปุ่น 3 ปี (เรียนภาษา 1 ปี เรียนโท 2 ปี) ผมก็ต้องไปเข้ารับการคัดเลือก
รอบแรกคือรอบใบสมัครครับ มีให้เขียน study plan ที่จะไปเรียนต่อ ส่งภายในวันที่ 7 เม.ย. ผมก็ส่งไป
กลางๆ เม.ย. ก็ประกาศผลใบสมัคร ปรากฎว่ามีผู้ได้รับการคัดเลือก 15 คน(รวมผมด้วย) ให้เข้าสัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนเม.ย.นั่นเอง
การคัดเลือกของทุน panasonic นี้ มีด้วยกัน 4 ขั้นตอนครับ
1.ใบสมัคร 2.สัมภาษณ์รอบแรก(กรรมการคนไทย) 3.เข้าค่าย(วัดไอคิว+กิจกรรมกลุ่ม) 4.สัมภาษณ์รอบสุดท้าย(กรรมการคนญี่ปุ่น)
ก็กลายเป็นปัญหาของผมแล้วครับ เพราะอย่างที่ทราบว่าสไตล์การเรียนของประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นมันต่างกันลิบลับ
เช่นที่อเมริกา จะเน้นเรียน course work แต่ญี่ปุ่นจะเน้นด้าน research และสภาพแวดล้อมการทำงานก็ต่างกัน
ทำให้ผมต้อง "ปรับทัศนคติตัวเอง" ใหม่หมด โดยการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ทำไมถึงดีกว่าอเมริกาเป็นต้น
ซึ่งหลังจากที่ผมได้พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่จบหรือจะไปเรียนญี่ปุ่น.. ทัศนคติผมก็เปลี่ยนไปครับ
ข้อเสนอแนะ-> ใครที่อยากเรียนต่อนอก ช่วงต้นเทอม 1 ของปี 4 ควรหาข้อมูลการศึกษาในประเทศต่างๆ ได้แล้ว
การสัมภาษณ์รอบแรกนี้ ผมก็สามารถผ่านเข้าไปได้อย่างกดดัน เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก
ต่อไปก็จะไปเข้าค่ายครับ มีผู้หลงเหลือเข้ามา 8 คนในรอบนี้
ค่ายปีนี้มีแค่วันเดียวครับ จัดที่ตึกพานาตรงชิดลม ช่วงเช้าจะมีแบบทดสอบวัดไอคิว 4 ชุด และตอนบ่ายก็ทำกิจกรรมกลุ่ม เน้นทีมเวิร์ค
การเข้าค่ายรอบนี้ ผมก็ทำเต็มที่ครับ และก็ไม่ได้รู้สึกว่าไป fake อะไรแบบที่เจอคนในค่ายสมัครงานบริษัท T ทำ
ซึ่งผลปรากฎว่า หลังจากเข้าค่าย ก็เหลือผู้สมัครอยู่ 5 คนครับ (รวมผมด้วย) .. ต่อไปก็เหลือแค่ตรวจร่างกาย และสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกลางมิ.ย.
การเตรียมตัวสัมภาษณ์รอบสุดท้าย เนื่องจากผมได้ไปลงคอร์ส micro MBA ของคณะบัญชีมา เค้าก็สอนเรื่อง marketing plan
และหนึ่งในวิชาที่สอนในคอร์สนี้ก็คือ เรื่องของการวาง Positioning ของสินค้า Segmentation ลูกค้าและ Strategy ของการนำเสนอ 
ซึ่งผมก็นำมาประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

การนำหลักทางการตลาด มาประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ทุน (คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะไปสัมภาษณ์งาน/ทุน ฯลฯ)
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่า Positioning ครับ
Positioning คือข้อความที่บ่งบอกว่า เราต้องการให้ลูกค้าระลึกถึงแบรนด์เราในแง่มุมใดมากที่สุด
เช่น รถวอลโว่ = ความปลอดภัย, รถบีเอ็ม=หนุ่มโสดโลดแล่น, รถเบนซ์=หรูหราระดับกลางถึงสูง
ซึ่งการที่รถแต่ละยี่ห้อมี Positioning ที่ชัดเจน จะทำให้ลูกค้าจำได้ง่าย และรู้ว่าถ้านึกถึงเรื่องหนึ่ง ต้องนึกถึงรถยี่ห้อใด
และสิ่งที่จะเป็น Positioning ได้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่คุณการันตีได้ว่า คุณเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องนี้จริงๆ หรือทำให้ลูกค้าเชื่ออย่างนั้น
นอกจากนี้ การจะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ นอกจากมี Positioning หลักแล้ว ก็ต้องมี Positioning อันดับ 2,3,...
อันดับหนึ่งคือสิ่งที่เราชนะคู่แข่งชัวร์ๆ อันดับสองก็คือสิ่งที่เราเหนือกว่าคู่แข่งเล็กน้อย และอันดับสามคืออยู่ระดับเฉลี่ยของคู่แข่ง
ซึ่งถ้าเราทำได้แบบข้างต้น สินค้าเราก็ย่อมเข้าไปครองใจลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่งแน่นอนครับ
อีกคำหนึ่งก็คือ Personality ซึ่งคือสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกว่า พอเป็นเจ้าของแบรนด์นี้แล้ว จะถูกคนอื่นมองอย่างไร 
เช่น รถแลนด์โรเวอร์=คนช่างลุย, Avanza, CRV = รถครอบครัว Accord, Camry = ผู้บริหาร เป็นต้น
ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปอยู่ในใจกรรมการได้ ก็จะต้องมอง 2 คำดังกล่าว Positioning, Personality
เอาล่ะ มาดูตัวอย่าง Positioning และ Personality ที่ผมวางไว้บ้าง
1st Positioning = Robotic expert : ประสบการณ์ทำหุ่นยนต์ 8 ปี ตั้งแต่ม.3 และได้รางวัลระดับนานาชาติ
2nd Positioning = Leadership : โดยส่วนมากจะเป็นหัวหน้าทีม ประธานชมรม กรรมการนักเรียน และผู้จัดงานนิทรรศการมากมาย
3rd Positioning = Academic result : เกรดเฉลี่ยอยู่อันดับต้นๆ ของภาควิชา แม้จะไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่เลวร้าย
คือผมมองว่า จุดเด่นของตัวผมในด้านวิชาการแล้ว ไม่ใช่เกรดเฉลี่ย หรือมีความเป็นผู้นำสูง(มันเป็นนามธรรม)
แต่เป็นประสบการณ์ด้านหุ่นยนต์ ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม และน่าจะเด่นกว่าคนสมัครคนอื่นๆ ในเรื่องนี้
ส่วน Personality คือสิ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมการเค้าใช้ตัดสิน ว่าถ้าเลือกผมแล้ว คนอื่นจะมองพวกเค้าอย่างไร ผมก็เก็งเอาไว้ 2 ตัว
-คิดถูกที่เลือก: ตรงตามเป้าหมายของทุน
-ไม่มีข้อครหา: มีผลงานรูปธรรมที่ยืนยัน
นั่นคือผมก็คิดว่าถ้าผมเป็นกรรมการ แล้วตัดสินใจเลือกผู้สมัคร 3 คนจาก 5 คน สองสิ่งด้านบนคือสิ่งที่ผมจะคำนึงถึงครับ
ต่อมาก็เป็น การนำเสนอ Positioning และ Personality สู่คณะกรรมการครับ
ตามหลักการตลาด เค้าก็มีกลยุทธ์การเอาสินค้าเข้าไปอยู่ในหัวใจลูกค้าได้ดัง 7 ขั้นตอนนี้
1.awareness การตระหนักรู้ในสินค้า ว่ามีตัวนี้อยู่
2.knowledge ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า
3.interest ความน่าสนใจของสินค้า
4.linking เชื่อมโยงกับความรู้สึก
5.perference พึงพอใจในสินค้า
6.connection สร้าง "ความจำเป็นสมมุติ" ขึ้นมาในใจ
7.purchase ซื้อสินค้า
ก็เอามาปรับเปลี่ยนเป็นการนำเสนอ หรือการสัมภาษณ์ได้ดังนี้ครับ
ขั้น 1 : แนะนำตัวเอง ประวัติเบื้องต้น
ขั้น 2,3 : บอกเล่า Positioning ที่วางไว้ นำเสนอด้านที่ตนเองเด่น และเป็นข้อดี 
ขั้น 4,5 : เล่าความคิดว่า ถ้าได้ทุนจะไปเรียนอะไร จะทำอะไร ที่ท้ายที่สุดแล้วผลลัพท์เป็นไปตามเป้าหมายของทุน
ขั้น 6: เล่าแนวคิดก้นลึกของตนเอง ใช้การนำเสนอที่จูงใจ หรือดึงอารมณ์  แต่ทุกอย่างต้องมาจากสิ่งที่คิด/รู้สึกจริงๆ ไม่ใช้สร้างขึ้นมา
ขั้นที่ 7 : คณะกรรมการตัดสินใจซื้อ
และสุดท้าย คือการทำ Segmentation ของการตลาด หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้านั่นเองครับ
ในส่วนของการสัมภาษณ์ทุน ผมก็คะเนว่า คณะกรรมการน่าจะมาจากหลายกลุ่ม ที่มีความต้องการรับรู้ที่ต่างกันดังนี้
1.ผู้บริหารญี่ปุ่น : ต้องการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี และทำตามนโยบายบริษัทแม่ ดังนั้นต้องการผู้สมัครที่เป็นไปตามเป้าหมายทุน
2.อาจารย์/นักวิจัยญี่ปุ่น : บริษัทเชิญมาร่วมสัมภาษณ์ เนื่องจากเป็นทุนการศึกษา จึงน่าจะถามเรื่องเทคนิค หรือโครงงานที่เคยคำและที่จะไปทำ
3.ผู้บริหารไทย : เนื่องจากเป็นคนไทยด้วยกัน น่าจะดูในเรื่องของความเหมาะสมเหมือนข้อ 1 และอาจดูเรื่องบุคลิกภาพ การแสดงออก
การที่เราทำ segmentation นี้ก็เพื่อที่ว่า เราจะได้มองตลาดให้ออกแล้ว แล้วป้อนความต้องการนั้นด้วยอุปทานของเรา
เช่นถ้ากรรมการต้องการรู้เกี่ยวกับโครงงานซีเนียร์ เราก็เตรียมข้อมูลไปนำเสนอให้เต็มที่ ให้เค้ารู้สึกพอใจ
ถ้าเค้าต้องการความมั่นใจว่า เราจะกลับมาพัฒนาสังคมของตนหลังจากเรียนจบ ก็ต้องหาตัวอย่างกิจกรรมที่เคยทำไปบอกเล่าให้ฟัง เพื่อยืนยัน
ซึ่งหากเราไม่ทำ segmentation ..การเตรียมสัมภาษณ์ของเราก็จะไม่มีหลักแหล่ง และไม่สามารถเตรียมได้ลึกซึ้งครับ

หลังจากที่ทำการวิเคราะห์การสัมภาษณ์ โดยอาศัยหลักการตลาดแล้ว ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้กับตนเองครับ
1.การฝึกถูกสัมภาษณ์
เนื่องจากใช้การภาษาอังกฤษสื่อสารทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องทำการ "ฝึกพูด" ฮะ
โดยเริ่มแรกเราก็คิดเอาว่า กรรมการน่าจะถามแนวไหน อย่างไร แล้วก็จดแนวคำตอบเราเป็นภาษาอังกฤษ
เช่นคำถามว่า Why do you choose Japan, not other countries else?
ก็เขียนแนวการตอบไว้หลายข้อ อาทิ strict disciplin, hardworking, relate to in what I'm interested เป็นต้น
จากนั้นก็ฝึกพูดเอาเหตุผลพวกนี้มาต่อกันและขยายความให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นภาษาอังกฤษ
บางคนก็ใช้วิธีฝึกหน้ากระจก.. แต่สำหรับผมก็แค่จินตนาการว่าอยู่ในห้องสัมภาษณ์ แล้วก็พูดให้มีเสียงดังพอประมาณไปเรื่อยๆ
เวลาพูดนั้น ก็ไม่ควรพูดเร็ว พูดติดๆ กันแบบท่องจำมาตอบ.. แต่ฝึกพูดแบบเว้นช่วง ทิ้งให้มีเวลาคิด
และไม่ต้องกังวลว่าจะเกินเวลากรรมการหรือเปล่า เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดเน้นปริมาณ แต่อารมณ์กรรมการไม่อินตามไปด้วยครับ
การฝึกพูดเป็นสิ่งที่สำคัญครับ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษา
และต่อให้เป็นเจ้าของภาษา เค้าเองก็ยังฝึกซ้อมก่อนเลย ว่าควรจะตอบอย่างไร แนวไหน เพื่อลดความตื่นเต้น
แต่ก็ยังขอเน้นเหมือนเดิมครับ ว่าคำตอบของทุกคำถามที่เราเก็งไว้นั้น ต้องมาจากความเชื่อ/ความคิดของเราเองจริงๆ
เพราะกรรมการไม่ได้ถามคำ-ตอบคำ แต่เค้าจะต่อยอดคำถามลึกลงไปเรื่อยๆ จากคำตอบเรา
ดังนั้นถ้าเราไปพยายามสร้างภาพ ตอบแบบคำถามสมัครงาน ผมว่าท้ายที่สุดคนที่ตายก็คือเราเองครับ ศพเละแน่นอน 55
2.อุปกรณ์ประกอบการสัมภาษณ์
หลายคนก็หลายแนวครับ บางคนบอกว่าเวลาสัมภาษณ์แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วไปตัวเปล่าก็ได้  
แล้วพอกรรมการถามว่าทำไมไม่เตรียมอะไรมาเลย ก็ให้ตอบไปว่า "เพราะผมเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงครับ" ก็อาจดูดีเหมือนกัน
แต่ผมเองคิดว่า การเตรียมอะไรที่เป็นรูปธรรมไปด้วย มันน่าจะดีกว่า
โดยในครั้งนี้ ผมก็นำlabtopไปด้วย เพราะเตรียมไฟล์วีดีโอของหุ่นยนต์เตะฟุตบอล กับโครงงานแขนกลคนพิการของผมไว้นำเสนอ
(ซึ่งในวันสัมภาษณ์ กรรมการก็ขอดูไฟล์โครงงานแขนกลของผมจริงๆ และมันทำให้ผมและกรรมการสามารถสื่อสารเข้าใจกันมากขึ้นครับ)
นอกจากนี้ ผมก็สร้าง Brand ให้ตัวเองครับ 55 ด้วยการนำหุ่นยนต์เตะฟุตบอลเข้าไปด้วย 1 ตัว 
ประโยชน์ของการมีแบรนด์ ตามหลักของการตลาดแล้ว จะทำให้ลูกค้าจำเราได้ดีมากขึ้น ใน Position ที่เราวางไว้
อาทิเช่น ในระหว่างการประชุมคัดเลือกผู้สมัครของกรรมการต่างชาติ ก็คงลำบากถ้าจะเอ่ยถึงชื่อผู้สมัครคนไทย หรือลำดับที่ของผู้สมัคร
แต่ถ้าเกิดมีกรรมการคนนึงพูดขึ้นมาว่า "คนไหนน่ะเหรอ? ก็คนที่เอาหุ่นยนต์เข้ามาด้วยไง"..
..เท่านี้แหละครับ นอกจากจะเป็นการชี้ชัดตัวผมแล้ว ก็ยังเป็นการตอกย้ำ Position ของผมทันทีครับHot

ผลของการสัมภาษณ์ ก็ปรากฎว่าผมได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการ ให้ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้!
ทำให้ปี 2009 ที่เหลือนี้ ผมคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกะการอ่าน/เรียนภาษาญี่ปุ่นเตรียมสอบระดับ 3 ช่วงปลายปี
และถ้าสอบผ่าน ตอนเดือนมีนาปี 2010 ผมก็จะไปญี่ปุ่น และเรียนภาษาเพิ่มเติม 1 ปีเต็มให้ได้เกินระดับ 2 พร้อมสอบเข้าป.โท
ส่วนปี 2011-2012 ก็จะเป็นช่วงที่ผมเรียนป.โทครับ โดยกะไว้ว่าจะเรียนสาขา mechano-informatic ของโตเกียวไดกากุครับ
นอกจากนี้ ผมก็ได้ส่ง mail ไปบอกอาจารย์ที่ NUS ว่าผมได้รับทุนไปเรียนต่อญี่ปุ่นแล้ว จึงขอสละโอกาสทางการศึกษาที่ท่านมอบให้
ซึ่งอาจารย์เค้าก็ตอบกลับมาว่า ขอแสดงความยินดีด้วย และถ้าผมมีโอกาสไปสิงคโปร์ ก็ขอให้ไปเยี่ยมชม Lab และมหาวิทยาลัย NUS
ก็เป็นอันว่า.. ทุกอย่างลงตัวครับ
สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณบริษัท panasonic ครับ ที่ให้โอกาสผมในครั้งนี้
ขอบคุณมิตรภาพ ความรู้ จากท่านคณะกรรมการ yamamotosan พี่ดาว พี่ปุ๊ก และเพื่อนๆ ผู้สมัครทุกคนที่สมหวังและพลาดหวัง 
รวมถึงเพื่อนๆ ในและนอกคณะ ที่เป็นแรงผลักดันและกำลังใจให้
สุดท้ายก็ครอบครัว แม้จะไม่แสดงออกว่าดีใจ แต่ก็รู้ได้ลึกๆ ครับว่าทุกคนภูมิใจในเรื่องนี้ Wink

2.การสอบ IELTS
..อย่างที่ทุกท่านทราบ ว่าการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเพื่อไปเรียนต่อในหรือนอกประเทศ มีด้วยกัน 2 ค่ายคือ TOEFL กะ IELTS
โดย TOEFL นั้นมักนิยมใช้เพื่อไปศึกษาต่อประเทศอเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับ
ส่วน IELTS นั้นเน้นไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับ
โดยมหาวิทยาลัยไม่มากนักในอเมริกา จะยอมรับผลสอบ IELTS แต่หลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษก็ยอมรับ TOEFL
ดังนั้นในช่วงเริ่มแรก ผมก็เลือกที่จะสอบ TOEFL ครับ เพราะตอนนั้นอยากไปอเมริกา และเผื่อไว้ยื่นประเทศอื่นๆ ด้วย
อย่างที่หลายท่านทราบ ผมทำการสอบ TOEFL ไป 3 ครั้งครับ ได้คะแนน 77 -> 88 -> 84 (ครั้งที่สามคะแนนตก เพราะเสียสมาธิตอนฟัง listening)
ตอนที่ผมยื่นมหาวิทยาลัยอเมริกา ผมสอบถึงครั้งที่ 2 ครับ คือได้ 88 คะแนน แล้วก็ยื่นไป ปรากฎว่าโดนปฏิเสธหมด (อาจเป็นเพราะเกรดผมไม่สูงนัก)
ทำให้หลังจากนั้น ผมต้องดิ้นรนหาที่เรียนใหม่ และสุดท้ายก็ได้ NUS สิงคโปร์ มา... แต่เค้ากำหนดว่า ต้องสอบ TOEFL ให้เกิน 92 หรือ IELTS เกิน 6.0
ดังนั้นช่วงกลางๆ มีนาคม ผมก็เลยสมัครสอบ TOEFL ไปอีกรอบ หวังจะได้เกิน 92 คะแนน แต่สุดท้ายก็ได้แค่ 84 ดังที่กล่าวไป
และผมก็ค้างการสอบภาษาอังกฤษไว้แค่นั้น.. เพราะตอนนั้นมีทุน pana เปิดรับสมัคร เลยตั้งใจว่าถ้าตกรอบทุนค่อยหวนกลับมาสอบ IELTS อีกที
ทว่าช่วงเวลา deadline ของการส่งผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษให้ NUS กับการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายของทุน Panasonic มันซ้อนทับกันอยู่ครับ
ทำให้เดือนพ.ค.ผมต้องเรียนทั้งภาษาญี่ปุ่น พร้อมๆ กับอ่านภาษาอังกฤาเตรียมสอบ IELTS ไปด้วยกันครับ

โดยปรกติแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์คะแนนสอบภาษาอังกฤษ ที่เค้าเทียบกันระหว่าง TOEFL กับ IELTS ครับ
เช่นมหาวิทยาลัย NUS กำหนดว่า สอบ TOEFL เกิน 92 หรือ IELTS เกิน 6.0
หรือ MIT บอกว่า สอบ TOEFL เกิน 100 หรือ IELTS เกิน 7.0(และให้น้ำหนักการสอบ IELTS มากกว่าด้วย)
ซึ่งผมคิดว่า การสอบ IELTS มันง่ายกว่า TOEFL ครับ ดังนั้นคนที่ได้ IELTS 7.0 ไม่น่าจะสอบ TOEFL ได้ถึง 100 หรอก
ดังนั้นผมก็เลยต้องพิสูจน์ความเชื่อนี้ ด้วยการเปลี่ยนไปสอบ IELTS บ้างครับ หลังจากสอบ TOEFL มา 3 ครั้ง..
ผมใช้เวลาเตรียมตัวสอบ IELTS ด้วยตัวเอง 4 อาทิตย์ครับ เริ่มตั้งแต่ยังไม่รู้เลยว่ามันสอบอย่างไร แนวไหน ถามยังไง มีกี่ parts
อาศัยพื้นฐานของ Toefl ที่เคยสอบไป.. รวมกับได้ความช่วยเหลือจากคุณเต่าที่ให้ชีทกะแบบฝึกหัดมาทำ
ผมก็ไปเข้าสอบในวันที่ 13 มิ.ย.ครับ โดยสมัครสอบของ British Council ได้สอบที่รร.ปทุมวันพรินซ์เซส ตรงมาบุญครองนี่เอง

ช่วงเช้าจะสอบ 3 อย่างครับ listening reading writing ตามลำดับ
เปิดฉากมา Part แรก เป็นบทสนทนาของหนุ่มสาวที่จะแต่งงานครับ พูดคุยเรื่องเลือกที่จัดงานแต่ง
ก็ปรากฎว่า เค้าพูดกันวกไปวนมาครับ ไม่ได้พูดเรียงข้อคำตอบ.. ทำให้ผมสับสนมาก และตอบไม่ค่อยได้ครับ ใน 10 ข้อแรกนี้
หลังจากจบบทสนทนา จาก 10 ข้อ ผมมั่นใจในคำตอบจริงๆ แค่ 4 ข้อเองครับ เหอๆๆ
ซึ่ง 6 คะแนนที่หายไปจาก 40 คะแนน ก็แสดงว่า ต่อให้ผมทำที่เหลือถูกหมด ก็จะได้เต็มแค่ 7.5 เองฮะ
แต่ในเมื่อมันย้อนกลับไปทำใหม่ไม่ได้แล้ว... ก็ต้องล้างความหวังใน 10 ข้อแรกนี้ ด้วยการตั้งใจฟังข้อคำถามที่เหลือให้ดีครับ
ต่อมาเป็น reading .. จากการฝึกทำแบบฝึกหัด ผมว่าของ reading ของ IELTS ง่ายกว่า TOEFL มากครับ
ดังนั้นผมก็อ่านไปเรื่อยๆ บทความแรก 15 นาที บทความที่สอง 25 นาที สุดท้าย 20 นาที ก็ทำเสร็จพอดี
ส่วน writing นั้นจะแตกต่างจาก TOEFL ครับ คือข้อแรกจะเป็นกราฟ ให้เราเขียนอธิบาย ส่วนอีกข้อเป็นกรณีศึกษาให้เราอภิปรายเหมือน Toefl
ซึ่งข้อแรกผมก็ได้เวลา 20 นาทีพอดีเขียนครบถ้วน อธิบายเรื่องช่วงอายุคนประเทศหนึ่ง และอัตราส่วนเด็ก/วัยรุ่น/คนแก่  
ส่วนอีกข้อถามว่าคิดอย่างไรกับคนที่ออกจากคุกมาแล้วก่อคดีซ้ำเดิม และจะแก้ไขอย่างไร ผมก็อัดไปเต็มที่ประมาณ 1 หน้าครึ่ง (เกือบ 400 คำ)

ต่อมาก็เป็นการสอบ Speaking ช่วงบ่าย เนื่องจากเราต้องสอบกับกรรมการที่เป็นคน ไม่เหมือนพูดกับคอมแบบ Toefl ทำให้ไม่ได้สอบพร้อมกันทุกคน
โดยผมเองก็โดนจับไปสอบตอน 6 โมงเย็น -*- .. ทำให้ผมตัดสินใจใช้เวลาช่วงบ่ายไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแถวสีลมครับ เหอๆๆ
หลังจากมึนๆ กะคำช่วยและประโยคในชีวิตประจำวันของชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่น ผมก็กลับมาที่รร.ปทุมวันพรินซ์เซสตอน 5 โมง เพื่อเตรียมสอบพูดครับ
6 โมงเป๊ะ เค้าก็ให้ผมเข้าห้องสอบ ไปเจอกับกรรมการ 1 คนในห้องเล้กๆ ที่เกิดจากเอาพาร์ทิชั่นมากั้นแยกเป็นห้องเล้กๆ ในห้องประชุมใหญ่
ตอนแรกผมก็ตั้งใจครับ ว่าจะพูดให้ช้า เนื่องจากจะได้มีเวลาคิด และออกเสียงให้ชัดเจน
แต่ปรากฎว่า กรรมการเป็นคนที่พูดเร็วครับ เพราะยังหนุ่มอยู่ ทำให้ผมเลยเผลอพูดเร็วตาม 555+
ซึ่งในการสอบพูดของ IELTS นี้ ส่วนใหญ่เค้าจะให้พูดเกินกำหนดเวลาครับเช่น 2 นาที ไม่เหมือนสอบ TOEFL ที่จะให้พูดภายในเวลา 40 วิ ก็ว่าไป 
เนื่องจากผมเองเป็นพวกชอบโม้ พูดเยิ่นเย้อ อยู่แล้ว ทำให้เวลาสอบ TOEFL มักจะพูดจบไม่ทันครับ.. แต่สอบ IELTS นี่ฝรั่งต้องบอกให้พอ เหอะๆๆ
...ผ่านไป 13 วัน
ผลสอบก็ออกมาครับ (หลังจากที่ผมได้รับทุน panasonic เรียบร้อย และไม่ได้เครียดกับผล IELTS แล้ว)
listening          6.5
reading           8.0
writing            6.5
speaking         6.5
รวมทุก parts = 7.0 
ก็เป้นไปตามคาดครับ ว่าคะแนน IELTS มันดีกว่าเห็นๆ .. ทั้งๆ ที่ผมสอบ TOEFL ได้สูงสุด 88 นะนั่น
ทำให้แอบคิดเล็กๆ ว่าถ้าเมื่อก่อนตัดสินใจสอบ IELTS ผมก็อาจจะติด MIT ก็ได้นา 5555+ (แต่ช้าไปเสียแล้ว watashiwa rainen  nihone ikimasuHot)
ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ ว่าถ้ามหาวิทยาลัยที่คุณจะเข้า เค้ารับทั้ง TOEFL และ IELTS ... ก็เลือกสอบ IELTS ไปเถ๊อะ!

จบสองเรื่องที่อยากจะพูดคุยแล้วครับ 55+
สาเหตุที่เอามาเล่า อันแรกก็เพื่อให้เกิดประโยชน์กะผู้กำลังหาทุนไปเรียนญี่ปุ่น
คือนอกจากทุนมอนบุโชแล้ว ทุน panasonic ก็เป็นอีกทุนให้เปล่า ที่ให้โอกาสและเงินการศึกษาที่เยอะ แถมมีเครือข่ายนักเรียนทุนเก่าที่เหนียวแน่นมาก!
สำหรับคนที่อ่านแล้วเกิดความสนใจ ก็ดูรายละเอียดทุนได้ที่นี่ครับ http://panasonic.co.th/web/ccatId/maincat/299
และก็น่าจะเป็นประโยชน์เช่นกัน สำหรับแนวคิดการเอาหลักการตลาดมาใช้กับการสัมภาษณ์งานหรือทุน
ซึ่งบางท่านอาจจะมองว่ามันเข้ากันไม่ได้ ผมจับแพะชนแกะเองรึเปล่า..แต่ทั้งหมดที่เล่ามาก็คือสิ่งที่ผมทำและเตรียมก่อนไปสัมภาษณ์จริงๆ ครับ
อันที่สองก็คือ ผู้ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ และกำลังเลือกว่าจะสอบอะไรดีระหว่างโทเฟิลกับไอเอล
ผมก็ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงโหวต ว่าสอบไอเอลมันง่ายกว่าจริงๆ .. ถ้ามหาวิทยาลัยคุณรับทั้งสองอย่าง ก็สอบไอเอลเถิด จะได้ไม่ต้องเสียเงินแบบผม Tongue out

Blog ครั้งนี้คงเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 3 ปี ที่ผมเขียนยาวเหยียดและไม่ใส่รูปเลย 55+
ขอบคุณที่ติดตาม และหวังว่าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยกันทุกคนครับ!